Year: 2024

  • การสื่อสารสร้างคุณค่าของกล่องสุ่ม Art Toy โดย อ.ณัฐศรชัย พรเอี่ยม สาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และ ซีรีส์ ว.นิเทศศาสตร์ ม.รังสิต

    การสื่อสารสร้างคุณค่าของกล่องสุ่ม Art Toy โดย อ.ณัฐศรชัย พรเอี่ยม สาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และ ซีรีส์ ว.นิเทศศาสตร์ ม.รังสิต

     

    การสื่อสารสร้างคุณค่าของกล่องสุ่ม Art Toy เรียบเรียงโดย อาจารย์ณัฐศรชัย พรเอี่ยม อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และ ซีรีส์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

    ลองจินตนาการถึงความตื่นเต้นลุ้นระทึกในตอนที่ได้แกะกล่อง และความดีใจที่ได้ของเล่นตัวที่ต้องการ (หรือเจ็บใจได้ซ้ำ… เอาใหม่ก็ได้! ) และตื่นเต้นกันเข้าไปอีกเมื่อเปิดได้ตัว Secret ที่หายากยิ่งกว่า ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของ “กล่องสุ่ม” หรือ “Art Toy” ของเล่นที่ไม่ใช่แค่ของสะสม แต่เป็นงานศิลปะที่มีเรื่องราวและคุณค่าในตัวเอง เป็นของสะสมที่นิยมกันไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น เรียกว่าเป็น Pop Culture ของยุคสมัยนี้ก็ว่าได้ ความลับที่ซ่อนอยู่ในกล่องเล็ก ๆ นี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดนักสะสม แต่ยังสร้างความผูกพันและความพิเศษที่ใคร ๆ ก็อยากได้ไว้ในมือ

    แล้วทำไมของเล่นกล่องเล็ก (ไปจนถึงขนาดใหญ่พิเศษราคาหลักแสน) ถึงทรงพลังขนาดนี้ ?

    Art Toy หรือ Designer Toy คือของเล่นสามมิติที่ออกแบบโดยศิลปิน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตในจำนวนจำกัดเพื่อกลุ่มนักสะสมและผู้สนใจศิลปะ เริ่มต้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 และเติบโตทั่วโลก โดยสะท้อนวัฒนธรรมย่อย เช่น Pop Surrealism และ Neo-Pop ทั้งในรูปแบบแฮนด์เมดและอุตสาหกรรม (Sernissi, 2014)

      Art Toy จึงถือเป็นงานศิลปะประเภทหนึ่งมากกว่าเป็นของเล่นทั่วไป ซึ่งในบางกรณีสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมภาพลักษณ์และสัญลักษณ์ของเมืองในแง่ของการท่องเที่ยวและการสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม (Kuntjara, 2021)

    ส่วนกล่องสุ่ม หรือ Blind Box เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความลุ้นและความตื่นเต้น ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับสินค้าอะไรจนกว่าจะเปิดกล่อง ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายการลุ้นโชค ผลิตภัณฑ์นี้มักดึงดูดนักสะสมหรือผู้ที่ชื่นชอบของเล่นด้วยการออกแบบที่น่าสนใจและหลากหลาย การตลาดของกล่องสุ่มใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนในการสร้างกระแสความสนใจ กระตุ้นการซื้อซ้ำและเพิ่มความมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อผูกกับสินค้าไอพี (IP) ที่มีชื่อเสียง กล่องสุ่มจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของอุตสาหกรรมของเล่นและสินค้าเพื่อการสะสมในยุคปัจจุบัน (Ruijing & Jiayi, 2022)

    ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้กล่องสุ่มได้รับความนิยมคือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “การเสี่ยงโชค” (Gambling Effect) และ “ความคาดหวัง” (Anticipation Effect) เมื่อผู้บริโภคซื้อกล่องสุ่ม พวกเขาอาจรู้สึกเหมือนกำลังเล่นพนันเล็ก ๆ โดยหวังว่าจะได้สินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าที่จ่ายไป ความตื่นเต้นและความคาดหวังนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกพึงพอใจเมื่อเปิดกล่อง แม้ว่าสินค้าในกล่องจะไม่ตรงกับความต้องการก็ตาม (Dinh & Lee, 2021)

    นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่เรียกว่า “FOMO” (Fear of Missing Out) หรือความกลัวที่จะพลาดสิ่งที่คนอื่นได้รับ เมื่อผู้บริโภคเห็นว่าคนอื่น ๆ ซื้อกล่องสุ่มและได้รับสินค้าที่คุ้มค่า พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าต้องเข้าร่วมกลุ่มนั้นเพราะกลัวพลาดโอกาสในการได้ของที่ดี ทำให้เกิดพฤติกรรมซื้อซ้ำในกล่องสุ่มต่อไป (Yuqing, 2023)

    พิจารณาลึกลงไปยังรายละเอียดของตัวผลิตภัณฑ์ Art toy : Blind Box หรือ กล่องจุ่ม (เพี้ยนจากคำว่า “สุ่ม”) เราจะพบกระบวนการสื่อสารสร้างคุณค่าโดยใช้การสร้างเรื่องราวและตำนาน (Storytelling and Myth-making) ให้กับผลิตภัณฑ์แต่ละคอลเลคชั่น กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วย

    1. การสร้างจักรวาลของตัวละคร (Character Universe Building)

    อาร์ททอยแต่ละตัวไม่ได้มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงให้แต่ละซีรีส์มีความต่อเนื่อง เช่น ตัวละครอาจเป็นส่วนหนึ่งของเมืองในจินตนาการหรืออยู่ในจักรวาลเดียวกับตัวละครอื่น การสร้างจักรวาลนี้ช่วยกระตุ้นความต้องการเก็บสะสมทั้งคอลเลกชัน เช่น แบรนด์ Finding Unicorn สร้างตัวละคร Labubu จากดินแดนจินตนาการที่มีบุคลิกขี้เล่นและซุกซน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันและอยากสะสม นอกจากนี้ยังนำตัวละครจากภาพยนตร์หรือการ์ตูนมาผลิตเป็นอาร์ททอยเพื่อเพิ่มคุณค่าและความน่าสนใจให้สินค้าอีกด้วย

    2. การใช้ศิลปินเป็นจุดขาย (Leveraging Artists as Selling Points)

    การเน้นเรื่องราวของศิลปิน เช่น แรงบันดาลใจและกระบวนการสร้างสรรค์ ช่วยเพิ่มมูลค่าของเล่นแต่ละชิ้นให้กลายเป็นงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์และคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งผู้ซื้อรู้สึกเหมือนได้สนับสนุนศิลปินโดยตรง เช่น คอลเลกชัน Molly ที่ออกแบบโดย Kenny Wong ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ ตัวละคร Molly มีบุคลิกเฉพาะที่สื่อถึงอารมณ์และเรื่องราว สินค้าแต่ละชิ้นจึงกลายเป็นศิลปะที่ผู้ซื้อเชื่อมโยงกับศิลปินได้ เกิดความผูกพันและคุณค่าทางอารมณ์มากกว่าของเล่นทั่วไป

    3. การสร้างความหายาก (Creating Rarity and Exclusivity)

    การผลิตในจำนวนจำกัด เช่น “Limited Editions” หรือ “Secret Editions” ช่วยสร้างแรงจูงใจในการซื้อ โดยผู้ซื้อรู้สึกถึงความพิเศษและคุณค่าจากความหายากของสินค้า เทคนิคนี้ยังกระตุ้นพฤติกรรม “FOMO” (Fear of Missing Out) ทำให้เกิดการซื้อล่วงหน้าหรือค้นหาสินค้าหายาก ตัวอย่างเช่น Top Toy ใช้กลยุทธ์ออก “Limited Editions” สำหรับงานอีเวนต์พิเศษ เช่น China International Comic Festival สร้างความต้องการในตลาดมือสอง และ “Secret Editions” ที่ซ่อนในกล่องสุ่ม เพิ่มความตื่นเต้นและกระตุ้นการซื้อซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    4. การเล่าเรื่องผ่านบรรจุภัณฑ์ (Storytelling through Packaging)

    บรรจุภัณฑ์ถูกออกแบบให้สะท้อนเรื่องราวหรืออารมณ์ของคอลเลกชัน เช่น ใช้ภาพประกอบหรือข้อความลับบนกล่อง เพิ่มความน่าตื่นเต้นและสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงสุนทรียะกับสินค้า ตัวอย่างเช่น 52TOYS ออกแบบกล่องคอลเลกชัน BEASTBOX ให้เหมือน “ห้องเก็บตัวละคร” หรือ “กล่องพลังงาน” ที่สอดคล้องกับธีมไซไฟ พร้อมข้อมูลเบื้องหลังของตัวละคร บรรจุภัณฑ์ยังซ่อนข้อความลับหรือภาพพิเศษ สร้างความตื่นเต้นและเพิ่มความผูกพันกับผู้ซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ การสื่อสารผ่าน Influencers และการตลาดออนไลน์ยังช่วยสร้างความนิยมให้กับกล่องสุ่มเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แพลตฟอร์มอย่าง Instagram, TikTok และ YouTube ถูกใช้เพื่อสร้างกระแสไวรัลและกระตุ้นการซื้อ พร้อมเน้นประสบการณ์เชิงอารมณ์ เช่น การเปิดกล่องสุ่มต่อหน้าผู้ติดตาม เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นและความผูกพันกับคอลเลกชันอย่างมีประสิทธิภาพ

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • น้ำยายืดอายุกระดาษ นวัตกรรมจุฬาฯ  อนุรักษ์เอกสารและภาพศิลปะโบราณให้คงสภาพอีกนานนับทศวรรษ

    น้ำยายืดอายุกระดาษ นวัตกรรมจุฬาฯ อนุรักษ์เอกสารและภาพศิลปะโบราณให้คงสภาพอีกนานนับทศวรรษ

     

    นักวิจัยจุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมน้ำยาเคลือบและยืดอายุกระดาษได้นาน 15-20 ปี โดยกระดาษไม่เปื่อย สีไม่เปลี่ยน เชื้อราไม่ขึ้น ฝุ่นไม่จับ อีกหนึ่งความพยายามที่จะอนุรักษ์เอกสาร ภาพวาดและภาพถ่ายโบราณ ถูกใจบรรณารักษ์และคนรักหนังสือที่อยากถนอมหนังสือไว้อ่านได้นาน ๆ

     

    นอกจากกาลเวลาแล้ว ความร้อน ความชื้น และเชื้อรา นับเป็นตัวเร่งสำคัญในการลบและทำลายร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เอกสาร ภาพวาด ภาพถ่ายและแผนที่โบราณซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมหลายร้อยปีต่างแปรสภาพ กระดาษเปื่อย สีจางและลางเลือน ความชื้นจับ ราขึ้น ฝุ่นเกาะ – เหล่านี้เป็นปัญหาที่นักอนุรักษ์ทั่วโลกและชาวหนอนหนังสือทั้งหลายพยายามแสวงหาวิธีที่จะแก้ไขเพื่อยืดอายุประวัติศาสตร์และความทรงจำที่จารึกบนกระดาษ

    ในต่างประเทศการเก็บหนังสือ ผลงานศิลปะ และเอกสารในห้องสมุดต่าง ๆ อยู่ในมือนักอนุรักษ์เอกสารโบราณ หรือนักวิทยาศาสตร์อนุรักษ์ (Conservator) ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีความรู้ในการเก็บหนังสือ หรือวัตถุทรงคุณค่าตามกฎการอนุรักษ์ โดยจะใช้สารเคลือบวัตถุที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเนื้อวัตถุ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแปรสภาพเนื้อวัตถุ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ การเก็บรักษาหนังสือและเอกสารโบราณจึงมักอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก เก็บวางไว้ในที่แห้งและเย็น ซึ่งสามารถชะลอความเสื่อมของหนังสือได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ชะลอได้ไม่นานนัก

    ปัญหาดังกล่าวได้จุดประกายให้ทีมนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ” ที่เหมาะสมกับอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย โดยทีมวิจัยประกอบด้วย ดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง นักวิจัยหลังปริญญาเอก C2F ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์, รองศาสตราจารย์ ดร.คเณศ วงษ์ระวี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และอาจารย์ ดร.ภณิตา ศิลปวิทยาดิลก ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์

    นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษได้รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี ประจำปี 2567 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหอสมุดชั้นนำหลายแห่งในประเทศก็ได้นำน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไปใช้จริงแล้วด้วยโดยการชุบเคลือบหนังสือเอกสารโบราณต่าง ๆ

    “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไม่เพียงเหมาะกับการอนุรักษ์หนังสือ เอกสารทางประวัติศาสตร์ ภาพวาดและภาพถ่ายโบราณ แต่สำหรับบุคคลทั่วไป น้ำยาดังกล่าวยังช่วยในการรักษาเอกสารสำคัญ หนังสือเล่มโปรด ภาพวาดและภาพถ่ายที่อยากเก็บให้คงสภาพและรักษาสีสันดั้งเดิมเอาไว้ให้นานยิ่งขึ้นด้วย” ดร.ลัญจกร หนึ่งในทีมวิจัยและผู้ก่อตั้งบริษัท รี-บอนดิ้ง จำกัดกล่าว

     

    จุดเริ่มต้นนวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ

    ดร.ลัญจกรเล่าว่า “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยระดับปริญญาเอก ขณะที่ศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยกราซ (University of Graz) ประเทศออสเตรีย”

    “โจทย์วิจัยในตอนนั้น คือ การค้นหาวิธีรักษาเอกสารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากในห้องสมุดให้คงอยู่ ไม่สลายไปตามกาลเวลา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ทำให้กระดาษแปลงสภาพ และช่วยยืดอายุ ชะลอความเสื่อมสภาพของกระดาษได้นาน 10 ปีขึ้นไป”

    ผลการวิจัยประสบผลสำเร็จด้วยดี ดร.ลัญจกรจึงคิดจะต่อยอดการวิจัยเมื่อกลับมาประเทศไทย

    “สภาพอากาศแบบประเทศไทย กระดาษมีความเสี่ยงที่จะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าในประเทศที่มีสภาพอากาศแห้งและหนาวเย็น เราจึงต้องเอางานวิจัยนี้มาพัฒนาปรับสูตรให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศเรา”

    สูตรสารเคลือบกระดาษที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทยได้ผ่านการพิสูจน์ Aging Test ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าได้ผล ดร. ลัญจกรกล่าว

    “เราจำลองสภาพแวดล้อมในห้องทดลองที่อุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง 75% เป็นระยะเวลา 7 วันติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับการอยู่ในอากาศภายนอก 20 ปี แล้วนำผลมาตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของกระดาษที่ถูกเคลือบ พบว่ากระดาษที่เคลือบน้ำยาจะเหลืองน้อยกว่า ไม่เกิดเชื้อรา เนื้อกระดาษมีความแข็งแรงกว่ากระดาษที่ไม่ได้เคลือบน้ำยา”

    ดร.ลัญจกรอธิบายว่า “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก 100% ผลิตจากเซลลูโลสที่สกัดได้จากพืชและใช้เทคโนโลยีนาโนคอมโพสิต จึงปลอดภัยทั้งกับวัสดุกระดาษต่าง ๆ และผู้ใช้งาน”

    “นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษสามารถใช้ได้กับวัสดุที่มีส่วนประกอบจากเซลลูโลสทุกประเภท เช่น กระดาษ หนังสือ เอกสารโบราณ งานศิลปะ สิ่งทอ งานไม้ เป็นต้น โดยน้ำยาจะช่วยปกป้องและชะลอการเสื่อมสภาพของกระดาษและวัสดุได้ยาวนานถึง 15 – 20 ปี โดยไม่เปลี่ยนแปลงสภาพของกระดาษ สีวาด หมึกพิมพ์ และองค์ประกอบของ

    หนังสือ มีคุณสมบัติกันน้ำ กันความชื้น กันรังสียูวี กันเชื้อรา กันฝุ่นและคราบสกปรก ไม่ทำให้กระดาษเหลือง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดาษได้มากถึง 65%”

     

    2 สูตรน้ำยาเคลือบยืดอายุหนังสือและงานศิลปะ

    นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษได้จดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และมีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า SalvaStory (ซัลวาสตอรี) โดย ดร.ลัญจกรกล่าวว่าทีมวิจัยได้พัฒนาน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไว้ 2 สูตรด้วยกัน คือ

     

    สูตรอนุรักษ์หนังสือ

    สูตรอนุรักษ์หนังสือนี้น้ำยาเคลือบจะมีความเข้มข้นสูง ป้องกันน้ำ ช่วยเสริมความยืดหยุ่น ยืดอายุกระดาษ ไม่ทำให้กระดาษเป็นคลื่น ไม่ทิ้งคราบบนกระดาษ ลักษณะบรรจุภัณฑ์มี 2 แบบ คือ

    1. น้ำยาเคลือบบรรจุขวดแกลอนสามารถเทน้ำยาใส่ภาชนะและนำหนังสือมาชุบได้เลย เหมาะกับบรรณารักษ์หอสมุด และประชาชนผู้ที่มีหนังสือเก่า หรือหนังสือทรงคุณค่าจำนวนมาก

    2. สเปรย์สำหรับฉีดพ่น เหมาะสำหรับผู้ต้องการฉีดพ่นแผ่นเอกสารขนาดใหญ่ เช่น โฉนดที่ดิน แผนที่ขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีหนังสือเล่มบาง ๆ ที่ต้องการยืดอายุ

    สูตรอนุรักษ์งานศิลปะ

    สูตรอนุรักษ์งานศิลปะเป็นน้ำยาแบบพ่นเคลือบ ไร้สี ไร้กลิ่นฉุน ไม่เพิ่มความเงา กระดาษทนน้ำ ใช้ได้กับสีไม้ สีน้ำ สีชาร์โคล สีชอล์ก สีอะคริลิก ดินสอแกรไฟต์ เหมาะสำหรับการผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณสมบัติทนน้ำให้กระดาษ ลดการหลุดลอกของสี ลดความเสี่ยงเกิดคราบเหลือง ไม่เปลี่ยนสภาพกระดาษและสีบนงานศิลปะ แต่สูตรนี้จะเข้มข้นน้อยกว่าสูตรอนุรักษ์หนังสือ

    “นวัตกรรมนี้จะช่วยยืดอายุวัสดุ ให้คงความสวยงามและสภาพเดิมได้ยาวนานเพิ่มขึ้น 15-20 ปี น้ำยาเป็นสารที่สกัดจากธรรมชาติ จึงปลอดภัยกับผู้ใช้งาน และไม่ส่งผลให้เนื้อดั้งเดิมของวัสดุเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดเดียวในตอนนี้คือราคายังสูงอยู่สักหน่อย เพราะสารบางอย่างยังหายากและราคาแพง” ดร.ลัญจกรสรุปจุดเด่นของน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ

     

    ชุบชีวิต ยืดอายุเอกสารโบราณ ง่ายใน 4 ขั้นตอน

    น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษใช้ง่าย “ประชาชนทั่วไปสามารถทำเองได้ ไม่ซับซ้อน” ดร.ลัญจกรกล่าว พร้อมแนะนำวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสูตรอนุรักษ์หนังสือและสูตรสเปรย์เคลือบงานศิลปะ ดังนี้

     

    กรณีชุบเคลือบหนังสือ มี 4 ขั้นตอน คือ

    1. เทน้ำยาใส่ภาชนะ

    2. จุ่มแช่หนังสือลงไปทั้งเล่ม ให้น้ำยาท่วมและซึมเข้าหนังสือทั้งเล่ม นาน 5-10 นาที

    3. ยกหนังสือขึ้นจากน้ำยาเคลือบ

    4. ผึ่งลมหนังสือให้แห้ง จะปิดหนังสือ หรือเปิดหน้าหนังสือไว้ก็ได้ น้ำยามีคุณสมบัติแห้งไวประมาณ 2-3 ชั่วโมง

    วิธีการจุ่มเคลือบหนังสือ

     

    กรณีสเปรย์น้ำยาเคลือบ มี 3 ขั้นตอน คือ

    1. เขย่าขวดก่อนใช้งาน

    2. ฉีดพ่นน้ำยาเคลือบบนภาพวาด ภาพถ่าย หน้าหนังสือ หรือเอกสารที่ต้องการเคลือบให้เปียกชุ่ม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั่วทั้งชิ้นงาน

    3. ผึ่งลมรอแห้ง ประมาณ 5 นาที

    “เพียงเท่านี้ก็สามารถปกป้องหนังสือและงานศิลปะจากน้ำ เชื้อรา คราบสกปรก ความร้อน การแตกเปราะ รวมถึงปกป้องหมึก สีภาพวาดไม่ให้หลุดลอกได้นานยิ่งขึ้น”

    ส่วนหนังสือหรือเอกสารกระดาษที่แห้งกรอบมาก ๆ ดร.ลัญจกรแนะนำเพิ่มเติมว่า “สามารถชุบ หรือพ่นซ้ำได้ (หลายครั้ง) โดยรอให้การเคลือบรอบก่อนหน้าแห้งสนิทแล้วค่อยทำซ้ำ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และแข็งแกร่งแก่เอกสารกระดาษชุดนั้น”

     

    ก้าวต่อไปของนวัตกรรมอนุรักษ์โบราณวัตถุ

    หอสมุดชั้นนำหลายแห่งในประเทศ อาทิ หอสมุดกลางและหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ได้นำน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไปใช้ชุบเคลือบหนังสือเอกสารโบราณแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในระยะต่อไป ดร.ลัญจกรและทีมวิจัยจึงวางแผนที่จะพัฒนานวัตกรรมให้ครอบคลุมการอนุรักษ์ด้านอื่น ๆ ด้วย

    “ทีมวิจัยเรามองการพัฒนาไว้ 2 แนวทางด้วยกัน แนวทางแรก เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบให้มีประสิทธิภาพทั้งปกป้องวัตถุ และสามารถฆ่าเชื้อราที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วย ส่วนแนวทางที่สอง เราอยากจะต่อยอดนวัตกรรมนี้ให้ใช้กับโบราณวัตถุประเภทอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น งานไม้และงานปูนปั้น โดยน้ำยาเคลือบจะต้องไม่เป็นสารแปลกปลอมหรือส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเนื้อโบราณวัตถุไปจากเดิมตามกฎของการอนุรักษ์” ดร.ลัญจกรกล่าวทิ้งท้าย

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ SalvaStory (ซัลวาสตอรี) ได้ที่เว็บไซต์ https://www.chula.ac.th/highlight/197364/

    #https://test.learninfinity.net/

  • “Open House Dent BTU 2024” คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี เปิดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตแพทย์อย่างใกล้ชิด

    “Open House Dent BTU 2024” คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี เปิดประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตแพทย์อย่างใกล้ชิด

     

    คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้จัดกิจกรรม “Open House Dent BTU 2024” ซึ่ง ศ.ดร. บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีนโยบายมุ่งส่งเสริมการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการ และวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีการเปิดดำเนินการเรียนการสอนในคณะและหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง นักศึกษา อย่างมาก จากความสำคัญของนโยบายดังกล่าว คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จึงได้เปิดกิจกรรม “Open House Dent BTU 2024” คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยมี อาจารย์ ทพ.ปราชญ์ พลวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการคณะทันตแพทยศาสตร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษารุ่นพี่คณะทันตแพทยศาสตร์มาร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วยความอบอุ่น เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567

    ในการนี้ อาจารย์ ทพ.ปราชญ์ พลวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการคณะทันตแพทยศาสตร์ และคณาจารย์ได้แนะนำคณะทันตแพทยศาสตร์รวมทั้งนำเสนอข้อมูลทางการศึกษา ความพร้อมของหลักสูตร ศักยภาพของคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความพร้อมของเครื่องมือและอุปกรณ์การเรียนการสอนตามมาตรฐานของหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และตามมาตรฐานวิชาชีพของทันตแพทยสภา พร้อมทั้งนำนักเรียนและผู้ปกครองที่ร่วมกิจกรรมเข้าเยี่ยมชมภายในคณะของคณะทันตแพทยศาสตร์ รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรม Workshop เสริมทักษะความรู้ อาทิ กิจกรรมสอนแปรงฟัน กิจกรรมทำยาสีฟัน, การคราฟ์ฟัน โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างเนืองแน่น ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี จัดเสวนา “ไวรัสหรือวิกฤต Social กับเกมข่าวยุคดิจิทัล” จุดประกายแนวคิด สื่อยุคดิจิทัลเร็วแต่ไม่ลืมความถูกต้อง

    คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี จัดเสวนา “ไวรัสหรือวิกฤต Social กับเกมข่าวยุคดิจิทัล” จุดประกายแนวคิด สื่อยุคดิจิทัลเร็วแต่ไม่ลืมความถูกต้อง

     

    เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567  คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้จัดงานเสวนาหัวข้อ ไวรัสหรือวิกฤต Social กับเกมข่าวยุคดิจิทัล”   ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษา นักวิชาการ และผู้สนใจด้านสื่อสารมวลชนเป็นจำนวนมาก

    การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อการรายงานข่าวในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อมวลชน โดยมี วิทยากรผู้ร่วมเสวนาในงานประกอบด้วยคุณวิชัย สอนเรือง หัวหน้าข่าวออนไลน์จากสยามรัฐ คุณจิตรสนา อินธิสาร creative รายการโหนกระแส คุณสุปรีชา บุญประเสริฐ จากสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชัน และดำเนินการเสวนาโดย อาจารย์ ดร.กฤติญา กวีจารุกรณ์  ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ BTU Channel และอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์  พิธีเปิดการเสวนาโดย ผศ.ดร.พนม วรรณศิริ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงม.กรุงเทพธนบุรี

    ภายในงานมีการเสวนาในประเด็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับยุคสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านการสื่อสาร การทำงาน การเรียนรู้ การทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงต่าง ๆ ในยุคดิจิทัล ข้อมูลถูกจัดเก็บและส่งผ่านในรูปแบบ ดิจิทัล (Digital) ซึ่งช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ได้แก่ อินเทอร์เน็ต (Internet) สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter, Instagra แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ และแอปพลิเคชันดิจิทัล ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data

    ทั้งนี้ ยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและวิธีคิดของคนในสังคม ทำให้การสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้แบบ เรียลไทม์ (Real-Time) ทันสถานการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็มีความท้าทาย เช่น ปัญหาข่าวปลอม ความปลอดภัยของข้อมูล และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งวิทยากรทั้ง 3 ท่าน ได้กล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อการรายงานข่าวที่รวดเร็วแต่อาจขาดการกลั่นกรองโดยคุณวิชัย สอนเรือง ได้กล่าวว่า “โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการกระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับวงการสื่อมวลชน ในแง่หนึ่ง การรายงานข่าวผ่านโซเชียลมีเดียสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ทันที แต่ในขณะเดียวกัน หากขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ ก็อาจนำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาด ข่าวลวง หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมได้ นักข่าวมืออาชีพจึงต้องปรับตัวและใช้โซเชียลมีเดียอย่างรอบคอบ โดยเน้นความรวดเร็วควบคู่ไปกับความถูกต้อง และต้องกล้าที่จะชะลอการรายงาน หากข้อมูลยังไม่ผ่านการกลั่นกรองที่เพียงพอ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสื่อและตัวผู้สื่อข่าวเอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานข่าวในยุคดิจิทัล”

    คุณสุปรีชา บุญประเสริฐ จากสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชัน กล่าวถึงประเด็น การรับมือกับข่าวปลอมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล ว่า“ปัญหาข่าวปลอมในยุคดิจิทัลถือเป็นวิกฤตสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนและความเข้าใจของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ เพราะโซเชียลมีเดียสามารถทำให้ข่าวที่ผิดพลาดหรือบิดเบือนกระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว วิธีการรับมือกับข่าวปลอมที่มีประสิทธิภาพคือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น (Fact-checking) ก่อนเผยแพร่ข่าวออกไป นักข่าวต้องมีความรอบคอบและใช้เครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ ในการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล รวมถึงการเช็คความถูกต้องจากหลายฝ่ายเพื่อสร้างความมั่นใจ  นอกจากนี้ สังคมต้องได้รับการปลูกฝังให้รู้เท่าทันสื่อ มีวิจารณญาณในการเสพข่าว ไม่แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรอง และสื่อมวลชนมืออาชีพต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อลดผลกระทบจากข่าวปลอมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน”

            คุณจิตรสนา อินธิสาร Creative รายการโหนกระแส ได้แนะนำวิธีการเพิ่มพูนทักษะในการจัดการกับข่าวสารในยุคดิจิทัล จากประสบการณ์การทำงานในรายการโหนกระแส ว่า“การทำงานในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลมารวดเร็วและหลากหลาย นักข่าวและผู้ผลิตคอนเทนต์ ต้องพัฒนาทักษะสำคัญสามประการ ได้แก่ ประการแรก ทักษะการคัดกรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะข้อมูลจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียอาจเป็นทั้งข่าวจริงและข่าวลวง การตรวจสอบที่มาและความน่าเชื่อถือของข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การใช้เครื่องมือดิจิทัลในการตรวจสอบภาพหรือแหล่งข่าวประกอบ ประการที่สองทักษะการเล่าเรื่องที่ดึงดูดและน่าสนใจ ในรายการ โหนกระแส เราให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย กระชับ และตรงประเด็น เพื่อดึงดูดผู้ชมพร้อมทั้งรักษาแก่นแท้ของความจริงเอาไว้ ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า คุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นผู้ดำเนินรายการที่ผสมผสานเรื่องจริงกับความบันเทิงได้อย่างชัดเจน สามารถควบคุมสถานการณ์ในหลายเหตุการณ์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ จึงเป็นเสน่ห์ของรายการโหนกระแสที่ติดตามกระแสสังคมและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ใช้สื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทในการแจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์กับรายการมากมายจริงๆ  ประการที่สามทักษะการจัดการประเด็นอ่อนไหวและการนำเสนออย่างรับผิดชอบ การรายงานข่าวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับดราม่าหรือความขัดแย้ง รายการโหนกระแสต้องใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอ เราต้องไม่ตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม”

              อาจารย์ ดร.กฤติญา กวีจารุกรณ์  ได้สรุปประเด็นเสวนาในหัวข้อ ไวรัลหรือวิกฤต: โซเชียลกับเกมข่าวยุคดิจิทัล” ว่า  “โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในยุคดิจิทัล สามารถสร้างทั้ง ‘ไวรัล’ และ ‘วิกฤต’ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ผลิตข่าวและผู้เสพข่าว นักข่าวมืออาชีพต้องปรับตัว พัฒนาทักษะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำเสนอข่าวสารอย่างสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาสังคมให้เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง นักข่าวและผู้ผลิตเนื้อหาในยุคดิจิทัลต้องยึดหลักจรรยาบรรณ ใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานข่าว และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่สังคม”

    สำหรับบรรยากาศภายในงาน ณ สตูดิโอ 1 คณะนิเทศศาสตร์ เต็มไปด้วยความรู้และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะการนำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีวิจารณญาณ ทั้งจากมุมมองของผู้ผลิตข่าวสารและผู้บริโภค ทางคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานเสวนาครั้งนี้จะช่วยจุดประกายความคิดให้ผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคข่าวสารในยุคดิจิทัล และมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารที่เท่าทันและมีคุณภาพต่อไป

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • นักเรียนโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ สอบ A-Level และ IGCSE ได้คะแนนสูงสุดในโลก ในระดับภูมิภาค และในประเทศไทย

    นักเรียนโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ สอบ A-Level และ IGCSE ได้คะแนนสูงสุดในโลก ในระดับภูมิภาค และในประเทศไทย

     

    โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่สร้างผลงานทางวิชาการที่โดดเด่น โดยนักเรียนและครูได้รับรางวัลเกียรติยศจากการสอบระหว่างประเทศชั้นนำ ได้แก่ OxfordAQA, Edexcel และ Cambridge International

    รางวัล OxfordAQA Go Further Awards โดย Tara Hodgkins สามารถคว้ารางวัล “คะแนนสูงสุดระดับโลก” สำหรับวิชาภูมิศาสตร์ในระดับ A-Level และได้รับรางวัล OxfordAQA Go Further Awards ส่วนนักเรียนอีก 5 คน ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นผู้สอบได้คะแนนสูงสุดระดับภูมิภาค และอีก 6 คนได้รับเกียรติเป็นผู้สอบได้คะแนนสูงสุดระดับประเทศ นอกจากนี้ ครู 4 คนจากโรงเรียนยังได้รับการยอมรับเป็นครูดีเด่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนในการสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา

     

    รางวัล Edexcel Outstanding Learner Awards โดย Beem ได้รับรางวัล “คะแนนสูงสุดระดับโลก” สำหรับวิชาศิลปะและการออกแบบสาขาการถ่ายภาพ สำหรับการสอบ IGCSE นักเรียน 10 คนได้รับรางวัลคะแนนสูงสุดในประเทศไทย และนักเรียนอีก 11 คนได้รับการยอมรับสำหรับคะแนนสูงในวิชาต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายของนักเรียนในโรงเรียน

     

    รางวัล Cambridge International Outstanding Cambridge Learner Awards โดย Kotaro โดดเด่นด้วยรางวัลคะแนนสูงสุดในประเทศไทย สำหรับวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ระดับ AS-Level และ Pim สำหรับวิชาภูมิศาสตร์ IGCSE รางวัลเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสามารถของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ในการส่งเสริมนักเรียนที่มีผลงานดีเด่นในสาขาวิชาต่าง ๆ

     

    ความสำเร็จทางวิชาการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่โดดเด่นในปีนี้ของโรงเรียน ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศรางวัลเป็น “โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษยอดเยี่ยมแห่งปี” รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการศึกษาที่ยอดเยี่ยมของโรงเรียนและความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน

     

    โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ยังคงเน้นย้ำถึงความร่วมมือของนักเรียน ครู และผู้ปกครองในการบรรลุผลงานที่น่าประทับใจเช่นนี้ “เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับทุกคนในโรงเรียนของเรา รางวัลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการสัมฤทธิ์ผลของวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้ ความมั่นใจ และความมีเมตตาที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ”

    ความมุ่งมั่นในการสร้างความเป็นเลิศของโรงเรียนยังคงมั่นคง และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการศึกษานานาชาติในประเทศไทย ขอเชิญผู้ปกครองที่สนใจเข้าร่วมงานเปิดบ้านโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 08.45 น. ลงทะเบียนได้ที่ลิ้งค์นี้ https://bit.ly/ExamAwards_DX

    และมาร่วมค้นพบกับเราในวันเปิดบ้านเยี่ยมชมโรงเรียนฯ!

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ ANBD จัดงานแสดงนิทรรศการศิลปะและการออกแบบนานาชาติ ANBD 2024 Bangkok

    คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ ANBD จัดงานแสดงนิทรรศการศิลปะและการออกแบบนานาชาติ ANBD 2024 Bangkok

     

    คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ สมาคม Asia Network Beyond Design (ANBD) จัดงานแสดงนิทรรศการ ศิลปะและการออกแบบหมุนเวียนนานาชาติ ANBD 2024 Bangkok ภายใต้ธีม “No Boundary” ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ณ โรงละคร ชั้น 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และพิธีมอบรางวัลสำหรับผลงานดีเด่น

    หลังจากการระบาดใหญ่ มนุษยชาติได้เผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่เคยถูกจำกัดอยู่แต่ในโลกเสมือนจริง ขอบเขตของการโต้ตอบทางสังคมได้ขยายออกไปสู่โลกออนไลน์ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ๆ ขอบเขตระหว่างภูมิภาคและประเทศต่างๆ เริ่มไม่เกี่ยวข้องอีกต่อไปในสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ เนื่องจากเราได้เห็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และคล่องตัว อาณาเขตของศิลปะยังได้พัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้นและได้รับการตีความผ่านมุมมองมหภาค โดยคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ธีมของนิทรรศการประจำปี 2024 นี้คือ “No Boundary” มีเป้าหมายเพื่อสำรวจแง่มุมต่างๆ ของชีวิตเราในยุคหลังการระบาดใหญ่ และพยายามที่จะจับภาพแก่นแท้ของชีวิตจากมุมมองที่หลากหลายของศิลปะ เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการนับไม่ถ้วนในการมองชีวิตผ่านเลนส์ของการแสดงออกทางศิลปะ เพื่อสะท้อนแนวคิดและเผยแพร่ผลงานการออกแบบให้ได้ชม พร้อมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในระดับสากล  ซึ่งในพิธีเปิดนิทรรศการมี ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ ให้เกียรติเป็นที่ปรึกษาโครงการและเป็นแขกพิเศษในงาน

    Youl CHO , ANBD Chairman (โช ยอล ,ประธาน ANBD) กล่าวว่า ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อท่านอธิการบดี รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.คมสัน โสมณวัตร รองอธิการบดี ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.ชนกนาถ มะยูโซ๊ะ รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ รวมถึงผู้บริหาร บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาทุกท่าน สำหรับความทุ่มเทและความพยายามในการเป็นเจ้าภาพจัดงานอันทรงคุณค่านี้ผ่านกิจกรรมนิทรรศการต่างๆ ANBD ปีนี้มีศิลปินเข้าร่วม 236 ท่าน จาก 12 ภูมิภาค ได้แก่ โซล โตเกียว ซัปโปโร ฟุกุโอกะ ไทเป ไถหนาน เซี่ยงไฮ้ ส่านซี เทียนจิน กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต โคลัมโบ และสิงคโปร์ โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 944 ชิ้น ซึ่งหัวข้อของนิทรรศการในปีนี้ “No Boundary” สะท้อนถึงเส้นแบ่งที่เลือนรางระหว่างพื้นที่กายภาพและพื้นที่เสมือนในยุคหลังการระบาดใหญ่ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้ขยายสู่โลกดิจิทัล และในโลกที่เชื่อมโยงกันในปัจจุบัน พรมแดนระหว่างภูมิภาคและประเทศกำลังมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ ศิลปะเองก็ได้พัฒนาไปด้วย โดยเปิดรับมุมมองที่กว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้น โดยมีความคิดสร้างสรรค์เป็นแกนกลาง ผมขอแสดงความชื่นชมอย่างสูงต่อสมาชิกทุกท่านที่ได้ส่งผลงานอันโดดเด่นภายใต้หัวข้อ “No Boundary” ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อศิลปินและผู้แทนภูมิภาคทุกท่านสำหรับความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยความพยายามอันไม่ย่อท้อของท่านทั้งหลาย ทำให้ ANBD สามารถเติบโตและเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

    Miyoung SEO, Ph.D., Representative of ANBD Thailand (ดร.ซอ มิยอง, ผู้แทน ANBD ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปีนี้ เราได้รับเกียรติให้นำเสนอการแสดงออกทางผลงานสร้างสรรค์อันหลากหลายภายใต้แนวคิด “No Boundary” ที่ชวนให้ขบคิด พันธกิจของเราขยายขอบเขตเกินกว่าทวีปเอเชีย โดยเชื่อมโยงการผสานทางวัฒนธรรมและเฉลิมฉลองความหลากหลายอันอุดมของภูมิทัศน์ศิลปะและการออกแบบร่วมสมัย นิทรรศการถูกจัดแสดง ณ FAS Art Gallery ชั้น G คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ทรงคุณค่าและเป็นสถานที่อันทรงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร

    ผศ.ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในฐานะประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ กล่าวว่า คณะศิลปกรรมศาสตร์ มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำการสร้างมืออาชีพเพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน มีองค์ความรู้ในการสร้างศิลปิน มีความเชี่ยวชาญในการผลิตนักออกแบบสร้างสรรค์ จรรโลงสังคมด้วยสุนทรียศิลป์ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ช่วยผลักดันนวัตกรรมสู่สากล ANBD 2024 Bangkok จึงเป็นมากกว่านิทรรศการเพราะเป็นเวทีแห่งการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและการออกแบบที่ไร้พรมแดน และในฐานะมหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ได้รับเกียรติจากสมาคม ANBD ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในการจัดงานแสดงนิทรรศการครั้งนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายศิลปิน นักออกแบบ ตลอดจนผู้ที่สนใจ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่องค์ความรู้ ตลอดจนสร้างเครือข่ายทางศิลปกรรมและการออกแบบในระดับนานาชาติร่วมกัน และมุ่งหวังให้การจัดงานแสดงนิทรรศการครั้งนี้ เป็นแรงขับเคลื่อนในการผลิตผลงานสร้างสรรค์สำหรับมนุษยชาติต่อไป

    สำหรับนิทรรศการศิลปะและการออกแบบหมุนเวียนนานาชาติ ANBD 2024 Bangkok ภายใต้ธีม “No Boundary”จะจัดแสดงในระหว่างวันที่ 18-24 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.30 น. ณ FAS Art Gallery ชั้น G คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โทร. 02-160-1390-91 ต่อ 100

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดใหญ่ มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ 2567

    การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดใหญ่ มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ 2567

                   นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมี นายจักรพรรดิ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), ผู้บริหาร กกท., บุคลากรทางการกีฬา และนักกีฬา ร่วมงาน ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กกท. เมื่อวันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา
                    เนื่องในโอกาสวันที่ 16 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็นวันกีฬาแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้านกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นต้นแบบจากการทรงกีฬามาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ รวมไปถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนชาวไทยเห็นคุณค่าความสำคัญของการกีฬา ซึ่ง กกท. ในฐานะองค์กรหลักที่รับผิดชอบการจัดงานวันกีฬาแห่งชาติ จึงได้จัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติขึ้นทุกปี เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และบุคลากรกีฬา ที่ได้สร้างผลงาน และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
                     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขอแสดงความยินดี และขอขอบคุณนักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง ที่ต้องเสียสละทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการฝึกซ้อม และสามารถที่จะทำผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ ซึ่งในรอบปี 2567 ที่ผ่านมา ผลงานของนักกีฬาไทย ถือได้ว่าอยู่ระดับแถวหน้าของภูมิภาคเอเชีย และของโลก ทั้งนี้ ในนามของรัฐบาลไทย จะเดินหน้านโยบายเพื่อส่งเสริมการกีฬา บุคลาการทางการกีฬาของชาติในทุกมิติ ทั้งด้านกีฬากับเยาวชนและสังคม กีฬากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือซอฟพาวเวอร์ รวมไปถึงกีฬาเพื่อความเป็นเลิศและกีฬาอาชีพ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
                   ผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย กกท. ได้เริ่มจัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2567 นับเป็นครั้งที่ 39 แล้ว โดยในปี 2567 นี้ กกท. จัดงานภายใต้ 4 แนวคิดหลัก คือ Society (กีฬาสร้างเยาวชน สร้างสังคม), Economy (กีฬาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ Soft Power World Class Sports Event), Globality (กีฬาสร้างชื่อเสียงระดับโลก) และ Sustainability (กีฬาพัฒนาสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ) โดยเน้นจัดกิจกรรมในรูปแบบ Eco – Friendly ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และบุคลากรกีฬานี้ ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทุกท่านที่ได้รับรางวัล ความสำเร็จที่ได้รับจากการแข่งขันกีฬา นำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ชาวไทยทุกคน และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน และประชาชนหันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬาอันจะเป็นประโยชน์ทางสังคม ทำให้คนในประเทศชาติมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย
                   สำหรับการมอบรางวัลในปีนี้ มีทั้งสิ้น 44 รางวัล ดังนี้ นักกีฬาสมัครเล่นชายดีเด่น ได้แก่ ”วิว“ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันเหรียญเงินโอลิมปิก 2024 ในประเภทชายเดี่ยว ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ ธีรพงศ์ ศิลาชัย (ยกน้ำหนัก) กับ บรรจง สินศิริ (มวยสากล)
                   นักกีฬาสมัครเล่นหญิงดีเด่น เรืออากาศโทหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดเหรียญทองโอลิมปิก 2024 ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ สุรจนา คำเบ้า (ยกน้ำหนัก) กับเรืออากาศตรีหญิง จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง (มวยสากล)
                  นักกีฬาเยาวชนสมัครเล่นชายดีเด่น ได้แก่ วีรพล วิชุมา (ยกน้ำหนัก) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ ภูริพล บุญสอน (กรีฑา) กับ กฤตยชญ์ พร้อมปัจจุ (เทควันโด)
                  นักกีฬาเยาวชนสมัครเล่นหญิงดีเด่น ได้แก่ด.ญ.วารีรยา สุขเกษม (สเก็ตบอร์ด) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ธนพร แซ่เตีย (ยกน้ำหนัก) กับ สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ (แบดมินตัน)
                 นักกีฬาอาชีพชายดีเด่น ได้แก่ สมเกียรติ จันทรา (รถจักรยานยนต์) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนนักกีฬาอาชีพหญิงดีเด่น ได้แก่ อาฒยา ฐิติกุล (กอล์ฟ) ได้รับถ้วยพระราชทาน
                 นักกีฬามวยไทยอาชีพชายดีเด่น ได้แก่ ทิชากร ศรีพรมมา ฉายา “ขุนศึกเล็ก บูมเด็กเซียน” ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนนักกีฬามวยไทยอาชีพหญิงดีเด่น ได้แก่ จันทร์จิรา แสนศรี ฉายา “ปิ่นเพชร ม.ราชภัฎโคราช” ได้รับถ้วยพระราชทาน
                  นักกีฬาคนพิการชายดีเด่น ได้แก่ชัยวัฒน์ รัตนะ (วีลแชร์เรสซิ่ง) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ พงศกร แปยอ (วีลแชร์เรสซิ่ง) กับ วรวุฒิ แสงอำภา (บอคเซีย)
                  นักกีฬาคนพิการหญิงดีเด่น ได้แก่ สายสุนีย์ จ๊ะนะ (วีลแชร์ฟันดาบ) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ สุจิรัตน์ ปุกคำ (แบดมินตันคนพิการ) กับ ขวัญสุดา พวงกิจจา (เทควันโดคนพิการ)
                  กีฬาทีมดีเด่น ได้แก่ ทีมฟุตซอลชายไทย ชุดชิงแชมป์โลกและชิงแชมป์เอเชีย, ประเภททีมกีฬาดีเด่น ได้แก่ ทีมเทเบิลเทนนิสหญิง ชุดโอลิมปิกเกมส์
                  กีฬาทีมคนพิการดีเด่น ได้แก่ทีมฟุตบอลคนตาบอดทีมชาย, ประเภทกีฬาทีมคนพิการดีเด่น ได้แก่ เทเบิลเทนนิสประเภทคู่ชาย MD14
                   ผู้ฝึกสอนนักกีฬาสมัครเล่นดีเด่น ได้แก่ร้อยตรี นพดล วันหวัง (ยกน้ำหนัก), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาชาวต่างประเทศดีเด่น ได้แก่ มร.ลุคแมน (ยกน้ำหนัก), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาอาชีพดีเด่น ได้แก่ ภัททพล เงินศรีสุข (แบดมินตัน), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาส่วนภูมิภาคดีเด่น ได้แก่ กิตติศักดิ์ พันสี (ยกน้ำหนัก สมาคมกีฬาจังหวัดสุรินทร์), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาคนพิการดีเด่น ได้แก่ นันทา จันทสุวรรณสิน (วีลแชร์ฟันดาบ)
    สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยดีเด่น ได้แก่ สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาคนพิการดีเด่น ได้แก่ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดดีเด่น ได้แก่ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดศรีสะเกษ
                  ผู้บริหารดีเด่น ได้แก่ ไมตรี คงเรือง (ส.คนพิการ), นักวิชาการดีเด่น ได้แก่ ผศ.พ.อ.นพ.ณัฏฐา กุลกำม์ธร (แพทย์ด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ สาขาเวชศาสตร์การกีฬา), ผู้จัดการทีมดีเด่น ได้แก่ นาวาโทหญิง อารีย์ วิรัฐถาวร (ส.ยกน้าหนัก), ผู้ตัดสินดีเด่น ได้แก่ ดร.สิริลักษณ์ ทัดมั่น (ส.ยกน้ำหนัก), นักกีฬาอาวุโสชายดีเด่น ได้แก่ สุรศักดิ์ ปานเรือง (เพาะกายและฟิตเนส), นักกีฬาอาวุโสหญิงดีเด่น ได้แก่ สายเนตร ศรีสมพงษ์ (กรีฑา)
                   รางวัลผู้ทรงคุณค่าทางการกีฬา ได้แก่ รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ กับ รศ.ดร.สุพิตร สมาหิโต, รางวัลนักบริหารกีฬาผู้ทรงคุณค่า ได้แก่ ธนา ไชยประสิทธิ์ และรางวัลปูชณียบุคคลกีฬา ได้แก่ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
                   นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้กับนักกีฬาชายและหญิงดีเด่นของสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด และรางวัลสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย รวม 320 รางวัล, การจัดนิทรรศการงานวันกีฬาแห่งชาติ และการจัดเสวนาวิชาการออนไลน์ของฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา “SAT SCIENCE OF RUNNING ” และถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (T Sports 7) อีกด้วย
    #https://test.learninfinity.net/
  • แชมป์เก่า ร.ร.คำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ คว้ารางวัลชนะเลิศการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร “อัตลักษณ์ความเป็นไทย” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พะเยา

    แชมป์เก่า ร.ร.คำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ คว้ารางวัลชนะเลิศการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร “อัตลักษณ์ความเป็นไทย” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พะเยา

     

    แชมป์เก่า โรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขัน การออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร หัวข้ออัตลักษณ์ความเป็นไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2567 ที่ จังหวัดพะเยา

    การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร หัวข้อ “อัตลักษณ์ความเป็นไทย” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2567 ที่ จังหวัดพะเยา ซึ่งทางจังหวัดพะเยา ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา เทศบาลเมืองพะเยา สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ภาคเอกชน และ ส่วนราชการทุกภาคส่วนในจังหวัดพะเยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา

    โดยมี ดร.นิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี และมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดพะเยา หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวร่วมในพิธี ขณะที่นายบำรุง สังข์ขาว รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้นำขบวนอัญเชิญถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าสู่บริเวณงานที่เวทีบริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา
    จากนั้น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา และ นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้ร่วมกับมอบรางวัลแก่ทีมชนะการแข่งขัน

    รางวัลชนะเลิศได้แก่ ทีมจาก โรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ เป็น รูปรถตุ๊กตุ๊ก และหมูกะทะ รับ โล่รางวัลพระราชทานพร้อม เงินรางวัล 100,000 บาท ซึ่งเป็นแชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว

    รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม ลูกเจ้าพ่อใส่เงิน 3 จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร รับโล่รางวัลพระราชทานพร้อม เงินรางวัล 50,000 บาท

    รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม มหาราชภูคำ 2 น้องข้าวสวย และน้องข้าวกล้อง ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด คือ 8 ขวบกับ 11 ขวบ จากโรงเรียนมหาราช รางวัลพร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท

    รองอันดับ 3 โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล รับโล่รางวัลพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท

    และรางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร ทีมลูกเจ้าพ่อไทรเงิน , ทีมกล้วยๆจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน , ทีมจากโรงเรียนอัสสัมชัญโคราช จังหวัดนครราชสีมา และทีมเชียงคำ 1 จากโรงเรียนเชียงคำพิทยาคม จังหวัดพะเยา โดยทั้ง 4 ทีมที่ได้รับรางวัลชมเชยจะได้รับเงินรางวัลทีมละ  3,000 บาท

    #https://test.learninfinity.net/