Author: ผู้ดูแลระบบ

  • ม.กรุงเทพธนบุรี ก้าวสู่เวทีโลก รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

    ม.กรุงเทพธนบุรี ก้าวสู่เวทีโลก รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ก้าวสู่เวทีโลก รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ด้าน Learning Experience: Teaching

    ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เข้าร่วมพิธีรับรางวัล QS Stars Ratings อย่างเป็นทางการ ในงาน QS Higher Ed Summit: Asia Pacific 2025 จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในด้านการเรียนการสอน (Teaching) ที่มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินในระดับ 5 ดาว จากสถาบันจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโลก QS (Quacquarelli Symonds)

    ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล กล่าวว่า“มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมการสอน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อสร้าง ‘ผู้เรียนแห่งอนาคต’ ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ กีฬา และทักษะชีวิต”

    การได้รับรางวัล QS Stars ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า BTU ไม่เพียงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย แต่ยังสามารถก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมเผชิญความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

     

    #QSHigherEdSummit #BTU
    #TeachingExcellence #QSStars
    #มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • MBA อีสปอร์ตและบันเทิงสวนสุนันทา เปิดรับสมัครรุ่นที่ 4 ปั้นผู้นำธุรกิจยุคดิจิทัล พร้อมดูงานต่างประเทศ จบได้ใน1ปี

    MBA อีสปอร์ตและบันเทิงสวนสุนันทา เปิดรับสมัครรุ่นที่ 4 ปั้นผู้นำธุรกิจยุคดิจิทัล พร้อมดูงานต่างประเทศ จบได้ใน1ปี

    MBA อีสปอร์ตและบันเทิงสวนสุนันทา เปิดรับสมัครรุ่นที่ 4
    ปั้นผู้นำธุรกิจยุคดิจิทัล พร้อมดูงานต่างประเทศ จบได้ใน1ปี

    หลักสูตร MBA Esports&Entertainment มรภ.สวนสุนันทา หลักสูตรที่มุ่งผลิตผู้นำธุรกิจยุคดิจิทัล ครอบคลุมทั้งการจัดการอีสปอร์ต บันเทิง และสื่อสร้างสรรค์ พร้อมโอกาสดูงานต่างประเทศ เปิดรับสมัครนักศึกษา รุ่นที่ 4 เข้าเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เปิดเรียนวันที่ 6 ธันวาคม 2568 เรียนทุกวันเสาร์–อาทิตย์ ใช้เวลาเพียง 1 ปีจบ ได้รับทั้งความรู้ ทักษะจริง และเครือข่ายมืออาชีพในวงการ จบแล้วสามารถประกอบอาชีพในธุรกิจอีสปอร์ต บันเทิง สื่อดิจิทัล และสตาร์ตอัปได้หลากหลายสาขา

    ดร.พิเชษฐ์ เกิดวิชัย ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจอีสปอร์ตและบันเทิง (Master of Business Administration in Esports Business and Entertainment Management : MBA Esports & Entertainment) วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า หลักสูตร MBA Esports & Entertainment กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 2 ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และมีกำหนดเปิดเรียนในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 โดยจัดการเรียนการสอนทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 09.00–16.00 น.

    ดร.พิเชษฐ์ เปิดเผยต่อว่า หลักสูตร MBA Esports & Entertainment เป็นหลักสูตรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคดิจิทัล และอุตสาหกรรมบันเทิง–อีสปอร์ตที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก เป็นหลักสูตรMBA Esports หลักสูตรแรกของประเทศไทย ใช้เวลาเรียนเพียง 1 ปี สามารถจบการศึกษาได้ โดยในปีการศึกษาที่ผ่านมา มีมหาบัณฑิตในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สำเร็จการศึกษาแล้ว 1 รุ่น

    ดร.พิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่นักศึกษาจะได้รับจากการเรียนในหลักสูตรนี้ประกอบด้วย 1.ความรู้ด้านธุรกิจยุคใหม่ (Modern Business Knowledge) ครอบคลุมพื้นฐานการบริหารธุรกิจ เช่น การตลาด การเงิน การจัดการเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI, Data Analytics และเครื่องมือดิจิทัล (Digital Tools) เพื่อบริหารธุรกิจบันเทิงและอีสปอร์ต 2.ความเข้าใจเชิงลึกด้านอุตสาหกรรมอีสปอร์ต (Esports Industry Insight) ศึกษาการจัดการแข่งขันอีสปอร์ต (Esports Event Management) การสร้างแบรนด์ ทีม ผู้เล่น การตลาดผ่านสื่อดิจิทัล การบริหารทีม สปอนเซอร์ และแฟนคลับ รวมถึงการพัฒนา Ecosystem ของอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในมิติต่าง ๆ ทั้งธุรกิจ การศึกษา และเทคโนโลยี 3.ทักษะด้านธุรกิจบันเทิง (Entertainment Business Skills) การบริหารศิลปินและคอนเทนต์ (Talent & Content Management) การจัดการงานอีเวนต์ การโปรโมต การผลิตสื่อ การตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Creative & Digital Marketing) ตลอดจนการบริหารลิขสิทธิ์และสัญญาทางธุรกิจบันเทิง (IP Management) 4.ประสบการณ์จริงจากภาคสนาม (Hands-on Experience) นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติ (Practicum) หรือเรียนรู้ผ่านโครงการจริง (Project-based Learning) กับองค์กรพันธมิตร พร้อมโอกาสดูงานต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำด้านอีสปอร์ตและ K-Entertainment รวมถึงมีโครงการ Capstone Project หรือ “โครงงานธุรกิจ” ที่นักศึกษาพัฒนาแผนธุรกิจจริงของตนเอง 5.เครือข่ายมืออาชีพ (Professional Networking) นักศึกษาจะได้พบผู้เชี่ยวชาญในวงการอีสปอร์ต บริษัทโปรดักชัน สื่อดิจิทัล และสตาร์ตอัป เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Networking) กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และสถาบันพันธมิตร 6.ทักษะผู้บริหารยุคใหม่ (Executive & Entrepreneurial Skills) พัฒนาการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ภาวะผู้นำในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Leadership in Creative Economy) และการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ (Innovation & Startup Mindset)

    ประธานหลักสูตร MBA Esports & Entertainment กล่าวด้วยว่า ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น ผู้จัดการธุรกิจอีสปอร์ต / ผู้บริหารทีมอีสปอร์ต, ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมบันเทิง,ผู้บริหารอีเวนต์ / โปรดิวเซอร์ / ผู้จัดคอนเสิร์ตหรือรายการแข่งขัน, ผู้ประกอบการสื่อดิจิทัล เกม และคอนเทนต์ออนไลน์, ที่ปรึกษาธุรกิจด้านอีสปอร์ต บันเทิง และการสื่อสารดิจิทัล รวมถึงอาจารย์ในสถานศึกษาที่เปิดสอนด้านการจัดการธุรกิจอีสปอร์ต

    “ปีการศึกษา 2567 เรามีมหาบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแล้ว 1 รุ่น และจะมีผู้สำเร็จการศึกษารุ่นที่ 2 ในภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2568 โดยหลักสูตรนี้เปิดรับนักศึกษาทุกภาคการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาสามารถเลือกเข้าศึกษาได้ตามความพร้อม” ดร.พิเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการสมัครเรียนได้ที่ ดร.พิเชษฐ์ เกิดวิชัย โทร. 081-735-8625 ดร.สุภกร ตันวราวุฒิชัย โทร. 082-446-5993 เว็บไซต์ http://mbaesports.cim.ssru.ac.th/th และ Line : @790ntldg หรือคลิ๊กลิงค์  https://lin.ee/rcbzNun

     

  • ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ณ ประเทศญี่ปุ่น

    ม.กรุงเทพ คว้ารางวัลระดับโลก ด้วยระบบฝึกนักบินโดรน VR ณ ประเทศญี่ปุ่น

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาคภูมิใจนำเสนอความสำเร็จอีกครั้งของนักศึกษาและคณาจารย์ ด้วยผลงาน “CoSI Pilot: A VR-Based Drone Training Simulator” หรือ ระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 (Silver Prize) ในสาขา IEEE GCCE 2025 Excellent Demo! Awards จากงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 2025 IEEE 14th Global Conference on Consumer Electronics ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นสถาบันแห่งเดียวของไทยที่ได้รับเกียรติจากเวทีระดับโลกนี้

    ทีมงานผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม

    ผลงานครั้งนี้เป็นผลความร่วมมือของนักศึกษาปริญญาโทและนักศึกษาปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม นำโดย น.ท. สิทธิ ศรีสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการความปลอดภัย ผู้จัดการโครงการอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) และนักศึกษาปริญญาโท นายธนยศ ศิรธรานนท์ นักศึกษาปริญญาโท และนายณรรรณ  ลมุนพันธ์ นักศึกษาปริญญาตรี โดยได้รับการสนับสนุนจาก ผศ.ดร.กิ่งกาญจน์ สุขคณาภิบาล และผศ.ดร.วรวัฒน์ เชิญสวัสดิ์ อาจารย์นักวิจัยจากศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (CoSI) 

    ที่มาของโครงการ

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MoU) ระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพและสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุคลากร สทป. เพื่อส่งเสริมความรู้ทางวิชาการ น.ท. สิทธิ ศรีสุวรรณ์หรือครูเก้ง ซึ่งเป็นครูฝึกสอนนักบินโดรนที่ สทป. ได้เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “ทาง สทป. มีระบบ Simulator ที่นำเข้าจากต่างประเทศใช้ในการฝึกอบรมการบินโดรน ซึ่งเป็นการเรียนขั้นพื้นฐานก่อนลงพื้นที่บินจริง แต่ผมได้พบข้อจำกัดหลายประการจากการใช้งานจริง จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาระบบการฝึกนักบินโดรนที่ทำลายข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยตัวเอง”

    วัตถุประสงค์และจุดเด่นของระบบ

    ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการฝึกบินโดรนและความรู้เกี่ยวกับหลักการ กฎหมาย รวมถึงมาตรฐาน ICAO หรือมาตรฐานการบินสากล ทางครูเก้ง ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของระบบไว้ดังนี้

    1. ลดทรัพยากรการฝึกบินจริง ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการฝึกภาคปฏิบัติ
    2. ลดความเสี่ยงสูญเสียอุปกรณ์ ป้องกันความเสียหายของโดรนจากการฝึกหัด
    3. เพิ่มความสะดวกในการฝึก สามารถฝึกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดสถานที่และสภาพอากาศ
    4. สร้างระบบวัดผลมาตรฐาน ประเมินความสามารถของผู้ฝึกบินได้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐาน

    นวัตกรรมพิเศษ: การวัด “Attitude” ของนักบิน

    สิ่งที่ทำให้ระบบนี้โดดเด่นคือการเพิ่มระบบวัด Attitude (ทัศนคติ) ของนักบิน ซึ่งทางครูเก้งได้เน้นย้ำว่า “นอกจากการฝึกและวัดผลการบินโดรนแล้ว การวัดทัศนคติของนักบินเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ทักษะการบิน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ระบบนี้ออกแบบให้สามารถเฝ้าดูพฤติกรรมการบินผ่านการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อวัดความคิด การรับมือกับความเสี่ยง และการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกบินพัฒนาไปสู่ Beyond Skill”

    กระบวนการพัฒนาระบบ

    การสร้างผลงานครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 คน นำโดยครูเก้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกบินโดรนระดับมาตรฐานสากล ส่วนนายธนยศ และนายณรรรณ เป็นผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งสองคนเล่าถึงกระบวนการทำงานว่า “หลังจากแลกเปลี่ยนความต้องการกับครูเก้งแล้ว พวกเราต้องนำขั้นตอน หลักการ และการวัดผลมาถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม รวมถึงลงพื้นที่ไปศึกษาการฝึกบินโดรนจริง จากนั้นจึงเริ่มวางระบบต่างๆ ให้เกิดเป็นระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนที่สมบูรณ์ ทั้ง 3D Model, Physical Simulation และระบบ Backend สำหรับการประเมินผล พร้อมทั้งทดสอบการทำงานจริงด้วยตนเอง จนเกิดเป็นผลงาน CoSI Pilot ที่เห็นในวันนี้”

    จุดเด่นของระบบ CoSI Pilot

    ผศ.ดร.กิ่งกาญจน์  สุขคณาภิบาล อาจารย์ประจำ CoSI เล่าถึงจุดเด่นของระบบ CoSI Pilot ว่า “ระบบจำลองการฝึกนักบินโดรนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) มีความโดดเด่นด้านการปรับแต่งให้เหมาะสมกับหลักสูตรการฝึกของไทย ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมจริงจากข้อมูลภูมิประเทศภายในประเทศ เชื่อมต่อระบบวิเคราะห์ผลและติดตามสมรรถนะผู้ฝึกแบบเรียลไทม์ ใช้งานง่าย ต้นทุนต่ำกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และสามารถขยายหรือเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมได้ในอนาคต”

    ความสำเร็จระดับโลก

    งานประชุมวิชาการ IEEE Global Conference on Consumer Electronics จัดขึ้น
    ต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2025 มีบทความส่งเข้าร่วมมากกว่า 800 บทความ และคัดเลือกเหลือเพียง 
    40 ผลงานที่สามารถนำมาจัดแสดง ผลงาน CoSI Pilot ไม่เพียงผ่านการคัดเลือกเท่านั้น แต่ยัง
    ได้รับรางวัล Silver Prize สาขา IEEE GCCE 2025 Excellent Demo! Awards อีกด้วย 
    อาจารย์วรวัฒน์ เชิญสวัสดิ์ อาจารย์ประจำ CoSI กล่าวว่า เราถือเป็นมหาวิทยาลัยเดียวของไทยที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาและทีมงานในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณภาพระดับสากล”

    อนาคตของโครงการ

    อาจารย์วรวัฒน์ เปิดเผยถึงแผนในอนาคตว่า “คณะวิศวกรรมศาสตร์กำลังจะเปิดภาควิชา
    โดรน การเกิดของผลงานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาทางการศึกษา ซึ่งหากระบบนี้ได้รับการทดสอบและพัฒนาจนสมบูรณ์ จะพร้อมใช้ในการเปิดสอนให้กับนักศึกษาในอนาคต นอกจากนี้ผู้ฝึกการบินโดรนทั่วไปก็สามารถใช้ระบบนี้แทนการใช้ระบบจากต่างประเทศได้”

     

     

  • ทุนการศึกษา มูลนิธิทิสโก้ เพื่อการกุศล ประจำปี 2569 เปิดรับแล้ว

    ทุนการศึกษา มูลนิธิทิสโก้ เพื่อการกุศล ประจำปี 2569 เปิดรับแล้ว

    #ทุนการศึกษา มูลนิธิทิสโก้ เพื่อการกุศล ประจำปี 2569
    สมัครขอรับทุนการศึกษา ทั้งทุนใหม่และทุนต่อเนื่อง
    ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – 31 มกราคม 2569 เท่านั้น
    ———————————————–
    กรุณาอ่าน ระเบียบการขอทุนการศึกษา ให้ละเอียดก่อนสมัคร
    ———————————————–
    ช่องทางการสมัคร (เลือกทางใดทางหนึ่ง)
    1. สมัครทางระบบออนไลน์ที่ scholarship.tiscofoundation.org
    หลังจากนักเรียนกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
    คุณครูจะต้องเข้าระบบเพื่ออัปโหลดไฟล์เอกสารและกดส่งข้อมูลให้มูลนิธิฯ
    มิฉะนั้นมูลนิธิฯ จะไม่ได้รับข้อมูลการสมัครของนักเรียน
    (เอกสารฉบับจริงเก็บไว้ที่คุณครู ไม่ต้องส่งให้มูลนิธิฯ)
    *คุณครูผู้ดูแลทุน*
    ลงทะเบียนเพื่อขอรหัสผ่านและเพิ่มชื่อสถานศึกษาในระบบออนไลน์
    2. เขียนแบบฟอร์มการขอรับทุนการศึกษา ส่งให้มูลนิธิฯ ทางไปรษณีย์
    คุณครูรวบรวมแบบฟอร์มการขอรับทุนของนักเรียน แล้วส่งให้มูลนิธิฯ ทางไปรษณีย์
    โดยดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ https://tiscofoundation.org/education-scholarship/
    ———————————————–
    การสมัครขอรับทุนการศึกษา
    ●นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 จนถึงมัธยมศึกษา และสายอาชีวศึกษา ต้องสมัครผ่านทางสถานศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่
    ●เฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถสมัครด้วยตนเองได้ โดยไม่ต้องผ่านสถานศึกษา ทั้งทางระบบออนไลน์ หรือส่งแบบฟอร์มทางไปรษณีย์
    ———————————————–
    สถานศึกษาในพื้นที่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ
    ต้องสมัครผ่านทางระบบออนไลน์เท่านั้น
    ———————————————–
    สำหรับน้องๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาปี 2568 รอบรอฟังผล
    ซึ่งจะประกาศรายชื่อในเดือนพฤศจิกายน 2568 และได้รับแคชเชียร์เช็ค/ตั๋วแลกเงิน ภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้
    กรุณานำแคชเชียร์เช็ค/ตั๋วแลกเงินของปี 2568 ไปฝากเข้าบัญชีธนาคารให้เรียบร้อยก่อน
    จากนั้นจึงสมัครขอรับทุนต่อเนื่อง ปี 2569
    📢 สำหรับคุณครูผู้ดูแลทุนการศึกษา
    มูลนิธิทิสโก้ เพื่อการกุศล
    📘 คู่มือการขอรับทุนการศึกษา
    เพื่อให้คุณครูใช้ ชี้แจงแนวทางการสมัครทุนแก่นักเรียนทุน
    ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนในแต่ละปีการศึกษา ✨
    ✳️
    📥 ดาวน์โหลดคู่มือได้ที่
    ✳️
    📄 รายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับทุนการศึกษา
    ✳️
    📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    โทร. 02-633-7502-4
    หรือส่งข้อความทาง Facebook Messenger
    ที่มา : TISCOFoundation
  • มกธ. จัดพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    มกธ. จัดพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) จัดพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สํานักอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จัดพิธีถวายความอาลัย และแสดงความจงรักภักดีเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธี นำคณะผู้บริหาร ได้แก่ ท่านรองอธิการบดี คณบดี และผู้อำนวยการสำนักต่างๆ ตลอดจนบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกันในชุดสุภาพสีดำ เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและประเทศชาติตลอดมา

    การจัดพิธีถวายความอาลัยในวันนี้ จึงเป็นการรวมใจของชาวมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่จะน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้ และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะ สืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน ในการสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างสรรค์สังคมตามแนวทางแห่งความผาสุกและความยั่งยืนที่พระองค์ได้ทรงวางรากฐานไว้ จึงตั้งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานแห่งความดีงามและทำนุบำรุงประเทศชาติสืบไป


    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • อักษรฯ จุฬาฯ เปิดสอนรายวิชา “Dracula and Modern Culture” จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

    อักษรฯ จุฬาฯ เปิดสอนรายวิชา “Dracula and Modern Culture” จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

    แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

     

    ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

     

    รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

     

    หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

    image-4-1536x1023.png

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC

     

    นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

    image-2.png

    BALAC: หลักสูตรบุกเบิกการศึกษาวัฒนธรรมแห่งแรกของไทย

    หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     

    หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม”

     

    ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้น ๆ ได้

     

    บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

     

    นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

     

    ผู้เชี่ยวชาญด้านกอทิกผู้ถอดรหัสความมืดมิด

    รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

     

    ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี”

     

    Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist”มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลัง ๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

     

    image-3-1022x1536.png

    Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา)

    ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญ

    เจาะใจ Dracula เข้าใจมนุษย์และสังคม

    แดร็กคูลา” เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

     

    รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ “แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ”

     

    Dr. Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

     

    การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr. Ancuta อธิบาย

     

    ถอดรหัสแวมไพร์ผ่านทฤษฎีสังคมศาสตร์ : เพศ ชนชั้น และชาติพันธุ์

    Dr. Ancuta กล่าวว่าจุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

     

    แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr. Ancuta กล่าวและอธิบายว่ารายวิชานี้ใช้ “สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม “เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม“

     

    Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง “แวมไพร์หญิง” และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

     

    ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด “ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย”

     

    การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr. Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

    แวมไพร์ข้ามพรมแดนใน Pop Culture

    ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

     

    เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา” Dr. Ancuta กล่าว

    ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ “ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น”

     

    Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่ารายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

     

    ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด” Dr. Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

     

    ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ “ผีไทย” ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

     

    ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า ‘เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป”

    การเรียนรายวิชา Dracula ในยุค AI

    แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

     

    การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ “ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง” 

    Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่ารายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

    เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

     

    สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

     

    อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/265132/

  • “สุขภาพดีวิถี…HIDA” สวนสุนันทา–มูลนิธิกาญจนบารมี จัดตรวจ “มะเร็งเต้านม” ฟรี! ปชช.แห่ร่วมคึกคัก เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา ในหลวง ร.10

    “สุขภาพดีวิถี…HIDA” สวนสุนันทา–มูลนิธิกาญจนบารมี จัดตรวจ “มะเร็งเต้านม” ฟรี! ปชช.แห่ร่วมคึกคัก เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา ในหลวง ร.10

    เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขานวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล (HIDA) ร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมี จัดกิจกรรม “ตุลาคม เดือนแห่งการป้องกันมะเร็งเต้านมโลก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยเปิดให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมฟรีแก่ประชาชน ณ ลานคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนในพื้นที่เขตดุสิตและโดยรอบมหาวิทยาลัยเดินทางมาร่วมรับบริการตรวจคัดกรองเป็นจำนวนมาก ตลอดจนบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ต่างเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่นและเป็นระเบียบ

    การตรวจคัดกรองดำเนินการโดยทีมแพทย์จากมูลนิธิกาญจนบารมี พร้อมเครื่องตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวน์เคลื่อนที่ครบวงจร รวมถึงการให้คำปรึกษา การสอนวิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง และการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังมีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันฟรีสำหรับผู้เข้ารับบริการทุกคน

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวเปิดโครงการและย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยมี ดร.สมชาย อัศวเศรณี ประธานหลักสูตร HIDA กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม และ ดร.นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี ประธานมูลนิธิกาญจนบารมี กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ให้ความร่วมมือในการขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจสุขภาพที่มีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างแสดงความชื่นชมในความตั้งใจของมหาวิทยาลัยและมูลนิธิฯ ที่จัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ากิจกรรมลักษณะนี้ควรจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพราะช่วยให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่มีความเสี่ยง สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่

    ผู้ร่วมงานหลายคนยังได้กล่าวแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยสุขภาพของพสกนิกรและทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของประชาชนในด้านการเข้าถึงการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของสตรีไทย

    กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโครงการ “สุขภาพดีวิถี…HIDA” ที่มุ่งสร้างเครือข่ายสุขภาพในชุมชนและปลูกฝังแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้กับสังคมไทย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นและคาดว่าจะมีการขยายผลจัดกิจกรรมในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

  • 100 ทุน สควค. (ป.ตรี–โท) ปี 2569 สสวท. เฟ้นหา “ครู SMT รุ่นใหม่”

    100 ทุน สควค. (ป.ตรี–โท) ปี 2569 สสวท. เฟ้นหา “ครู SMT รุ่นใหม่”

     

        สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ขอเชิญชวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2568 และมีใจรักในวิชาชีพครู ในสาขา SMT (Science, Mathematics, Technology) สมัครเข้ารับการคัดเลือก ทุนโครงการ สควค. ประเภทที่ 1 ระดับปริญญาตรี–โท ประจำปีการศึกษา 2569 จำนวนรวม 100 ทุน โดยจะได้รับการดูแล และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจาก สสวท. ตลอดหลักสูตร 6 ปี (ป.ตรี–โท) เพื่อพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความสามารถ และคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล ผู้สนใจต้องเป็นผู้มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม ม.4–ปัจจุบัน ไม่ต่ำกว่า 3.00 และมีผลงานที่แสดงความสามารถด้าน SMT ประกอบการพิจารณา สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกผ่านระบบ TCAS (รอบ Portfolio) ทางเว็บไซต์ https://mytcas.com/  ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2568 โดยคุณสมบัติสำคัญที่ต้องเตรียมให้พร้อมคือ ผลสอบ   วิชา TGAT1–3 และ TPAT3 ซึ่งมีกำหนดจัดสอบในวันที่ 13 ธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ ผู้สมัครควรตรวจสอบประกาศรายละเอียด ขั้นตอน และเงื่อนไขการสมัครของแต่ละมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ   อย่างละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ https://tr.ee/9VVbzY หรือ https://www.ipst.ac.th/unit-psmt  ติดต่อสอบถามได้ที่ ฝ่าย สควค. สสวท. อีเมล psmt@ipst.ac.th โทร. 0 239 24041 ต่อ 3353-3358

     

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย