Category: ข่าวล่ามาแรง

  • โรงพยาบาลวิภาวดีจัดกิจกรรม “Age Well Live Well โรคใกล้ตัวในวัยเก๋า ป้องกันงูสวัดขึ้นตา”

    โรงพยาบาลวิภาวดีจัดกิจกรรม “Age Well Live Well โรคใกล้ตัวในวัยเก๋า ป้องกันงูสวัดขึ้นตา”

     

    5 กรกฎาคม 2568 โรงพยาบาลวิภาวดี จัดกิจกรรม “Age Well Live Well” ภายใต้แนวคิด “โรคใกล้ตัวในวัยเก๋า… ป้องกันงูสวัดขึ้นตา” เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง พร้อมทั้งการรักษาและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคงูสวัด

    พญ.ฤทัยรัตน์  วินิจฉัย จักษุแพทย์ สาขาต้อหิน ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า โรคงูสวัด เกิดจากการฟื้นตัวของเชื้อไวรัส varicella zoster ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส โดยจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกาย และกลับมาแสดงอาการอีกครั้งเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป  มากกว่า 90% เคยเป็นสุกใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกันกับที่ทําให้เป็นงูสวัด ทำให้พบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาการเริ่มต้นของโรคมักมีผื่นและตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาท ซึ่งหากเชื้อไปกระทบเส้นประสาทบริเวณตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ เป็นแผลที่กระจกตา อาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้

    นอกจากนี้ โรคงูสวัดยังอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น อาการปวดเรื้อรังหลังเป็นโรค (Post Herpetic Neuralgia) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้นานหลายเดือนหรือหลายปี และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก แม้อาการของโรคงูสวัดจะหายได้เองในหลายกรณี แต่ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรให้ความสำคัญกับการป้องกัน มากกว่าการรักษา โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดตั้งแต่ที่ยังไม่มีอาการ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรค หรือหากเป็นก็จะไม่รุนแรง

    ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณพิมลวรรณ หุ่นทองคำ พิธีกรและนักแสดงมากความสามารถ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากโรคงูสวัด โดยกล่าวว่า ตนเองเป็นผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ทั้งการพักผ่อนอย่างเพียงพอและออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าโรคงูสวัดคืออะไร และไม่เคยคาดคิดว่าโรคนี้จะมีความรุนแรงมากเช่นนี้

    เมื่อเริ่มมีอาการ กลับพบว่าโรคส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณท้ายทอยคล้ายถูกไฟช็อต ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ รวมถึงมีอาการลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด และสื่อสารได้ไม่ครบถ้วน โชคดีที่ตัดสินใจเข้าพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที และเข้ารับการรักษาได้ทันเวลา แม้อาจจะช้าไปด้วยความที่ชะล่าใจ

    คุณพิมลวรรณยังฝากข้อคิดถึงคนที่มีความเสี่ยงว่า โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะดูเหมือนไม่ร้ายแรงในระยะแรก แต่สามารถก่อให้เกิดความเจ็บปวดและภาวะแทรกซ้อนที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน และดูแลตนเองตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่โรคจะลุกลามจนเกินควบคุม

    การป้องกันโรคงูสวัดสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคโดยตรง รวมถึงการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนสามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Shingrix) จำนวน 2 เข็ม ราคา 10,900 บาท

    ลดความเสี่ยงจากโรคงูสวัดและอาการปวดเรื้อรังหลังติดเชื้อ

    วัคซีนงูสวัดช่วยป้องกันการกลับมาของเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นหรือภูมิคุ้มกันต่ำ อาจกระตุ้นให้เกิดโรคงูสวัดได้ โดยเฉพาะในผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว วัคซีนชนิดนี้สามารถลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง (Post-Herpetic Neuralgia) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ✅ เหมาะสำหรับ
    ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
    ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
    ผู้มีประวัติเป็นอีสุกอีใส
    (ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาลและค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว)

    ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.vibhavadi.com/th

     

     

     

  • มทร.ธัญบุรี จับมือยุโรป ศึกษาวิจัยน้ำเสียโรงพยาบาล  ยกระดับมาตรฐานจัดการน้ำสู่ความยั่งยืน

    มทร.ธัญบุรี จับมือยุโรป ศึกษาวิจัยน้ำเสียโรงพยาบาล ยกระดับมาตรฐานจัดการน้ำสู่ความยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เดินหน้าทำงานร่วมกับนักวิจัยจากหลายประเทศในยุโรป พัฒนาวิธีจัดการน้ำเสียจากโรงพยาบาลให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อการจัดหาน้ำสะอาด สร้างสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี

    รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี พร้อมด้วย รศ.ดร.สุมนมาลย์ เนียมหลาง รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ โรจน์วิรุฬห์ และดร.ธีรกัญญา ศรีโพธิ์ ได้ร่วมมือกับนักวิจัยจากหลายประเทศ เช่น สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก อิตาลี โปรตุเกส อินโดนีเซีย และโคลอมเบีย ในโครงการ “NEUTRAL4GS: Innovating with Nature for Sustainable Water Management in the Global South” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยมีเป้าหมายศึกษาวิธีการจัดการน้ำเสียจากโรงพยาบาลในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    รศ.ดร.สมหมาย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ทีมวิจัย มทร.ธัญบุรี ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเสียจากโรงพยาบาลที่มีขนาดต่างกัน เริ่มจากโรงพยาบาลสมเด็จพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลชลลดา และโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ จากนั้นได้ขยายความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลธัญบุรี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพฯ และโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อศึกษาสารตกค้างในกลุ่มยาปฏิชีวนะและสารทางเภสัชกรรม ซึ่งแม้น้ำเสียเหล่านี้จะผ่านมาตรฐานคุณภาพในด้านความสกปรกทั่วไป แต่การสะสมของสารเหล่านี้ในธรรมชาติอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน

    ด้าน ดร.ธีรกัญญา ศรีโพธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการวิจัยนี้วางกรอบดำเนินงานไว้ 4 ปี เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยจัดให้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนนักวิจัย บริการทางวิชาการ และวิจัยร่วมกันกับประเทศพันธมิตร เพื่อนำองค์ความรู้จากหลายภูมิภาคมาประยุกต์ใช้ และยังมีการประเมินความยั่งยืนของเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียแบบเป็นมิตรต่อธรรมชาติในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้วิธีวิเคราะห์วงจรชีวิต (Life Cycle Assessment) เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางบำบัดที่แนะนำจะปรับใช้ได้จริงในบริบทของไทย และคุ้มค่าในระยะยาว

    ขณะที่ รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ โรจน์วิรุฬห์ ในฐานะนักวิจัยในโครงการฯ กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้อาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานกับนักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศ ซึ่งความรู้และประสบการณ์ที่ได้จะนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันสมัยขึ้น นักศึกษาจะได้เข้าใจการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์สารปนเปื้อน ไปจนถึงการประเมินเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยเตรียมบัณฑิตให้พร้อมต่อการทำงานในด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขในอนาคต

    ทั้งนี้ งานวิจัยนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยมุ่งเน้นที่การจัดการน้ำ สุขาภิบาล และสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี โดย มทร.ธัญบุรี มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล โรงพยาบาล และนักวิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดการน้ำเสียให้ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมไทยในปัจจุบัน ซึ่งการสร้างความร่วมมือเช่นนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ และยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม.

  • มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมขับเคลื่อนสังคมผ่านศิลปะกับนิทรรศการ ‘เลือน–จำ’ เสียงสะท้อนจากสองโลก

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมขับเคลื่อนสังคมผ่านศิลปะกับนิทรรศการ ‘เลือน–จำ’ เสียงสะท้อนจากสองโลก

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง ร่วมกับ MMAD ศูนย์สรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย จัดนิทรรศการ “เลือน–จำ” หนึ่งคนอยากจำ หนึ่งคนอยากเลือน นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่หยิบยกประเด็นเรื่องเสรีภาพ ความทรงจำ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาเล่าผ่านชีวิตของผู้ต้องขังและผู้คนภายนอกระบบเรือนจำ ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และระบบควบคุมในสังคม ผ่านผลงานการออกแบบในพื้นที่โดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 สิงหาคม 2568 ณ โซน มัน มัน ศูนย์สรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์  

    ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งมีการเสวนา “อยากเลือน กลับจํา อย่าจํา กับเรือน” ประสบการณ์ ความทรงจํา และการฟื้นฟู โดยมีคุณชลธิชา ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด, คุณวลัยลักษณ์ ชุ่มชื่น ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม, คุณนริศ วุฒิสกนธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ (Special Project Manager) บริษัท ซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และคุณอินทิรา หงษ์ร่อน หัวหน้าทีมออกแบบนิทรรศการ “เลือน-จำ” มีผู้ดําเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    นิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอผลงานของนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้ร่วมออกแบบและพัฒนางานจัดแสดง โดยใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบเพื่อสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ระหว่างศิลปะกับประเด็นทางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงการขับเคลื่อน SDG 4: การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง และเสริมสร้างความเข้าใจในปัญหาสังคมเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งในขณะเดียวกัน ตัวนิทรรศการยังเป็นเวทีสำคัญในการเปิดเผยและตั้งคำถามต่อความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรม กระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงการดำรงอยู่ของผู้คนที่ถูกผลักออกจากความเท่าเทียมและสิทธิขั้นพื้นฐาน สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 10: ลดความเหลื่อมล้ำภายในและระหว่างประเทศ และยังส่งเสริมแนวคิดเรื่องการเคารพศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของ SDG 16: สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

    นิทรรศการ “เลือน–จำ” จึงเป็นตัวอย่างของการบูรณาการระหว่างศิลปะ การศึกษา และภาคสังคม ที่ไม่เพียงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และความหวังต่อการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสังคม.

  • “มทร.กรุงเทพ” ย้ำรับน้องต้องสร้างสรรค์ ฝ่าฝืนโทษถึงไล่ออก

    “มทร.กรุงเทพ” ย้ำรับน้องต้องสร้างสรรค์ ฝ่าฝืนโทษถึงไล่ออก

    รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า ขณะนี้ มทร.กรุงเทพได้เปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2568 แล้ว โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียน คือ ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-11 ก.ค.2568 ทางมหาวิทยาลัยกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมรับน้อง เพื่อสานสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องได้ แต่กิจกรรมดังกล่าวต้องเป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัย เรื่อง มาตรการในการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2568 อย่างเคร่งครัด โดยการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา และมีปณิธานเพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ของนักศึกษารุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ทำให้เกิดความสามัคคี มีระเบียบวินัย ความภาคภูมิใจในสถาบัน และ เกื้อกูลกันฉันท์พี่น้อง อีกทั้งกิจกรรมรับน้องเน้นสร้างสรรค์ และเสริมสร้างการพัฒนานักศึกษา เป็นไปด้วยด้วยความสมัครใจ ไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งร่างกายหรือจิตใจของน้องใหม่ ไม่มีการดื่มสุรา และของมึนเมาทุกชนิดในขณะจัดกิจกรรม ส่วนเวลาของการจัดกิจกรรมรับน้องในแต่ละวันต้องไม่เกิน 21.00 น. และห้ามรับน้องนอกสถานที่เด็ดขาด หากมีนักศึกษาฝ่าฝืนมาตรการ มีการทะเลาะวิวาท และทำให้เกิดความรุนแรงจะมีโทษไล่ออกจากการเป็นนักศึกษาทันที
    รศ.ดร.พิชัย กล่าวว่า ตนเน้นย้ำมาตลอดว่าต้องการเห็นมหาวิทยาลัยของเราเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ต้องทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และให้โจทย์ว่าต้องไม่มีการทะเลาะวิวาท หรือ กดขี่ข่มเหง บังคับฝืนใจรุ่นน้อง ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องรับน้องอย่างสร้างสรรค์รวมทั้งนักศึกษาทุกคนต้องแต่งกายให้ถูกต้องตามกฏระเบียบ มีการปลูกฝังเรื่องบุคลิกภาพที่ดีของนักศึกษามทร.กรุงเทพ จากเดิมที่เราอาจจะเห็นเด็กช่างบางคนใส่กางเกงยีนส์ ใส่เสื้อช็อปไม่ถูกต้อง ดูแล้วไม่เหมาะสม ขอให้ใส่ชุดนักศึกษาให้ถูกต้อง และห้ามเด็ดขาด “นักเรียน นักเลง“
    ด้าน ผศ.ชัยศักดิ์ คล้ายแดง รองอธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมรับน้องต้องมีอาจารย์คอยดูแล ที่สำคัญจะมีกลุ่มขับเคลื่อนงานกิจกรรมรับน้องและร้องเพลงเชียร์ โดยความร่วมมือจากอธิการบดี ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณบดี รองคณบดี ที่จะมาช่วยกันดูแลกิจกรรมดังกล่าวด้วย ซึ่งมีการเฝ้าระวังจากภายในมหาวิทยาลัย โดยจะมีทีมม้าเร็ว ประกอบด้วยอาจารย์ เจ้าหน้าที่ จากทุกคณะ ที่คอยสอดส่องดูแลการจัดกิจกรรม ขณะเดียวกันมีมาตรการเฝ้าระวังจากภายนอกมหาวิทยาลัย โดยการประสานตำรวจสายสืบ สน.ทุ่งมหาเมฆ มาช่วยสอดส่องดูแลด้วย ส่วนกิจกรรมรับน้องที่เด่นๆในปีนี้ เช่น ทางมหาวิทยาลัยจะมีกิจกรรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคมโครงการปลูกต้นไม้ในช่วงวันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 กิจกรรมพารุ่นน้องไปปล่อยเต่า ปลูกปะการัง และเก็บขยะที่บริเวณชายหาดแถวอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นอกจากนี้มีจัดฟรีคอนเสิร์ต ที่จะมีวง Big Ass The Whitest Crow และ Fool Step ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มาจัดแสดงในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ มทร.กรุงเทพ เพื่อเป็นการต้อนรับและรับขวัญน้องใหม่เข้าสู่บ้านหลังใหม่ บ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรักและความรู้สึกดี ๆ ของรุ่นพี่ รุ่นน้องด้วย
    “อย่างไรก็ตามผมฝากน้องใหม่หรือเฟรซชี่ทุกคนที่เข้ามาเรียนใน มทร.กรุงเทพ ขอให้ตั้งใจเรียน นอกจากเรียนวิชาการแล้ว อยากให้เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยด้วย เพราะเราอยากได้เพชรราชมงคลของมทร.กรุงเทพ ที่สำเร็จการศึกษาออกไปแล้วเป็นคนดีของสังคม เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ 4 ด้าน คือ ดี เด่น เน้น และ สร้าง ที่ว่าดีคือดีทางด้านคุณธรรม จริยธรรม เด่นทางด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม เน้นการสื่อสาร การทำงานเป็นทีมและ การสร้างสิ่งใหม่ ๆ และสุดท้ายสร้างสุขภาวะจิต คือการฝึกสร้างจิตอาสาในการเป็นผู้ให้“ ผศ.ชัยศักดิ์ กล่าว
  • มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่งเสริมความร่วมมืออย่างยั่งยืนผ่านเทศกาลอาหารไทยที่ภูฏาน

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่งเสริมความร่วมมืออย่างยั่งยืนผ่านเทศกาลอาหารไทยที่ภูฏาน

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่งเสริมความร่วมมืออย่างยั่งยืนผ่านเทศกาลอาหารไทยที่ภูฏาน

     “รสชาติแบบไทย ความอบอุ่นแห่งภูฏาน” 

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการศึกษาและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนร่วมจัดงาน “เทศกาลอาหารไทย 2025: รสชาติแบบไทย ความอบอุ่นแห่งภูฏาน” ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน สะท้อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามพันธกิจของ อาจารย์ภูรัตน์  โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้ปักธงด้านความยั่งยืนให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมในเวทีวิชาการงานมหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2567 ที่ผ่านมา

     โดยเทศกาลอาหารไทยนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ Royal Institute for Tourism and Hospitality (RITH) ภายใต้การนำของอาจารย์เจิมสุดา มานะกุล คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ที่นำทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ 2 คน คือ อาจารย์สุถี เสริฐศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการการโรงแรม และอาจารย์ Andhika Pradana อาจารย์ประจำสาขา Culinary Arts and Design, Bangkok University International พร้อมตัวแทนนักศึกษา 4 คน เดินทางไปถ่ายทอดองค์ความรู้การทำอาหารไทยในรูปแบบที่ยั่งยืน

    ก่อนวันเปิดเทศกาลอาหารไทย มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ร่วมกับ RITH จัดโครงการฝึกอบรมการทำอาหารไทยระยะเวลา 5 วัน เพื่อสร้างประสบการณ์การทำอาหารจริงและส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างของการส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ซึ่งผู้เข้าร่วมจากโรงแรมและร้านอาหารในท้องถิ่น ตลอดจนคณาจารย์และนักศึกษาจาก RITH ได้รับการถ่ายทอดความรู้เทคนิคการทำอาหารไทยควบคู่กับการเรียนรู้การผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของภูฏานอย่างสร้างสรรค์ โดยผู้เข้ารับการอบรมทุกคนจะได้รับประกาศนียบัตร Certificate of Completion: Thai Cuisine Training Program ที่รับรองจาก RITH และ Bangkok University อีกด้วย

    อาจารย์เจิมสุดา กล่าวว่า “โครงการฝึกอบรมในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนทางการทำอาหาร แต่คือการเดินทางร่วมกันของการเรียนรู้ การชื่นชมวัฒนธรรม และมิตรภาพ หวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่แบ่งปันในเทศกาลนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและเสริมพลังให้กับทุกคน” การถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างทักษะด้านการประกอบอาหารแต่ยังสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ SDG 4 ที่ต้องการให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    เทศกาลอาหารไทย 2025 ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการของภูฏาน โดยได้รับเกียรติจาก ท่านรัฐมนตรี ยีซัง เด ตาปา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาและพัฒนาทักษะของภูฏาน เป็นประธานในงาน แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนจากระดับนโยบายที่จะทำให้ความร่วมมือนี้มีความยั่งยืนและขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมจากโรงแรมและร้านอาหารท้องถิ่นได้รับความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างงานที่มีคุณภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดรับกับเป้าหมาย SDG 8 ที่มุ่งส่งเสริมการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 

    หัวใจสำคัญของเทศกาลคือการนำเสนอเมนูอาหารไทยที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของภูฏาน โดยนำเสนอเมนูที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่าง ช่อม่วง ยำวุ้นเส้นโบราณ ต้มข่าไก่ ไก่ย่างน้ำจิ้มแจ่ว รวมถึงประยุกต์ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของภูฏาน เช่น ต้มยำ Crawfish ผัดกระเพรา Sikum เมนูอาหารเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มความหลากหลายทางอาหาร แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของภูฏาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นจุดขายใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ รวมถึงการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากภายนอก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตในท้องถิ่น สอดคล้องกับหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นผลจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างสถาบันการศึกษา ภายใต้บันทึกข้อตกลง (MoU) ระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และกระทรวงศึกษาธิการและการพัฒนาทักษะแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (MoESDซึ่งมีเป้าหมายหลากหลายมิติ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาทักษะผ่านโครงการฝึกอบรมร่วม การเพิ่มคุณภาพการบริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ การสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างสถาบัน และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่ยั่งยืน

    นอกจากนี้โครงการนี้ยังสะท้อนการใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการสร้าง “สะพานเชื่อมวัฒนธรรม” โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์ของท้องถิ่น แต่กลับส่งเสริมการนำวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ร่วมกับเทคนิคการทำอาหารไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ที่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างสองวัฒนธรรม สนับสนุน SDG 17 ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    เทศกาลอาหารไทยที่ภูฏานในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่างานสาธิตการประกอบอาหารไทย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนผ่านการศึกษาและวัฒนธรรม ผลลัพธ์ที่ได้จะขยายผลไปสู่การพัฒนาหลักสูตรร่วม การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ และการสร้างโครงการวิจัยร่วมในอนาคต โครงการนี้ยังเป็นการยืนยันบทบาทสำคัญของสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการสร้างความร่วมมือที่เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ การส่งเสริมทักษะ และการสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

    ด้วยความสำเร็จของเทศกาลอาหารไทย 2025 นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพและสถาบันการศึกษาในภูฏาน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้ Soft Power ในรูปแบบของอาหารและวัฒนธรรม ถือเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยั่งยืน ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและวัฒนธรรมที่เสริมสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศ และยังเป็นการสร้างแบบอย่างที่ดีสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในการใช้การศึกษาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ยั่งยืน 

  • มหาวิทยาลัยสยาม จัดพิธีประสาทปริญญาประจำปี 2568 “แสนรอยยิ้ม แสนความประทับใจ สู่ความสำเร็จในวันนี้”

    มหาวิทยาลัยสยาม จัดพิธีประสาทปริญญาประจำปี 2568 “แสนรอยยิ้ม แสนความประทับใจ สู่ความสำเร็จในวันนี้”

    แสนรอยยิ้ม แสนความประทับใจ สู่ความสำเร็จในวันนี้

    มหาวิทยาลัยสยาม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 50 ปี ในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับใช้สังคมและประเทศชาติ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วกว่า 100,000 คน

    ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยสยามจะจัดพิธีประสาทปริญญาประจำปี 2568 ณ True Icon Hall ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อแสดงความยินดีและเป็นเกียรติแก่บัณฑิตทุกท่าน ที่ได้ก้าวสู่ความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งในชีวิต

    กำหนดพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปี 2568 พิธีซ้อมย่อย และภ่ายภาพหมู่

    ในวันเสาร์ที่ 19 และวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568  เวลา 9.00-17.00 ณ อาคาร 12 ชั้น 4

    วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2568

    รอบเช้า  : คณะบริหารธุรกิจ  คณะเภสัชศาสตร์

    รอบบ่าย:คณะนิเทศศาสตร์   International College   คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  คณะนิติศาสตร์

    วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 

    รอบเช้า  ; คณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะศิลปศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง

    รอบบ่าย: บัณฑิตวิทยาลัย คณะพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์

    กำหนดพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปี 2568 พิธีซ้อมใหญ่ อาคาร 12 ชั้น 4

    วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2568  รอบเช้า 8.00-11.30 น

    กำหนดการพิธีมอบเหรัยญเกียรตินิยม ประจำปี 2568

    วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2568  รอบเช้า 10.30-11.30 น

    รอบเช้า เวลา 10.30-11.30 น

    • International College คณะแพทยศาสตร์   คณะพยาบาลศาสตร์    คณะเภสัชศาสตร์  วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง

    รอบบ่าย  เวลา 15.00-16.00 น

    • คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  คณะนิเทศศาสตร์   คณะนิติศาสตร์  คณะบริหารธุรกิจ

  • นักวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ สวนสุนันทา คว้ารางวัลนวัตกรรม “App Tech RU” ระดับดีเยี่ยม

    นักวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ สวนสุนันทา คว้ารางวัลนวัตกรรม “App Tech RU” ระดับดีเยี่ยม

    สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นำทีมนักวิจัยเข้าร่วมกิจกรรม “ตลาดนัดนวัตกรรมชุมชน เวทีประกวด และนิทรรศการ App Tech” เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ ณ ลาน Outdoor Promotion ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568  โดยได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประธานกล่าวต้อนรับ และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมรักษ์ รอดเจริญ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กล่าวรายงาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวเปิดกิจกรรม


    ภายในงานมีพิธีมอบ รางวัล App Tech RU เพื่อยกย่องเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาได้รับ 3 รางวัล แสดงถึงศักยภาพด้านการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน ดังนี้

    🔸รางวัล App Tech RU ระดับดีเยี่ยม จำนวน 1 โครงการ

    โครงการนวัตกรรมบ้านเลี้ยงผึ้ง นวัตกรรมรวงผึ้งเทียมและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์
    • โครงการนี้มีคณาจารย์จากคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นนักวิจัยได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กันยพัชร์ ธนกุลวุฒิโรจน์, อาจารย์ ดร.ดวงใจ ลิ้มศักดิ์ศรี และ อาจารย์ศุภวรรณ สัญญาลักษณ์ฤๅชัย นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยจากหน่วยงานอื่นร่วมวิจัย ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มรกต วรชัยรุ่งเรือง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณยศ กุลพานิช, อาจารย์ณัฐิดา จันหอม และ อาจารย์อารีนา อับดุลเลาะ และโครงการวิจัยดังกล่าวยังได้รับ รางวัล “Site Visit 4 ภูมิภาค App Tech RU” อีกด้วย

    🔸รางวัล App Tech RU ระดับดีมาก จำนวน 1 โครงการ
    โครงการการขยายผลนวัตกรรมกระดาษกล้วยหอมทองสู่การยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากผ่านกระบวนการเรียนรู้ Learning and Innovation Platform (LIP) ของเครือข่าย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงคราม และ จังหวัดอุดรธานี
    โดย อาจารย์ ดร.ภานุ พัฒนปณิธิพงศ์, รศ.ดร.รจนา จันทราสา และ อาจารย์ชุติมา งามพิพัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม


    🔸รางวัล App Tech RU ระดับดี จำนวน 1 โครงการ
    โครงการKALA CLAY วัสดุคอมโพสิตเพื่อการพัฒนาชุมชนนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากทุนทรัพยากรชีวภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ LIP
    โดย อาจารย์ ดร.พลอยทราย โอฮาม่า, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตรลดา ชูมี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ คำพันธ์,ผู้ช่วยศาสตราจารนภดล สังวาลเพ็ชร,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนิต พฤกธรา,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สาริสา ปิ่นคำ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศันสนีย์ แสนศิริพันธ์ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลยังสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ได้แก่
    • SDG 8: การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
    • SDG 9: การพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่ยั่งยืน
    • SDG 12: การผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ

    …..

    ที่มา : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
    #SSRU #IRDSSRU
    #มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
    #สถาบันวิจัยและพัฒนา

  • นักศึกษาสร้างพลังบวก! สวนสุนันทาอบรม Soft Skills ตามแนวคิด “วิศวกรสังคม” สร้างผู้นำรุ่นใหม่สู่ศตวรรษที่ 21

    นักศึกษาสร้างพลังบวก! สวนสุนันทาอบรม Soft Skills ตามแนวคิด “วิศวกรสังคม” สร้างผู้นำรุ่นใหม่สู่ศตวรรษที่ 21

    ระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2568 ณ อาคารศูนย์สุขภาพและกีฬาสวนสุนันทา ชั้น 4 กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนา Soft Skills ตามแนวทางวิศวกรสังคม ให้แก่ กลุ่มผู้นำนักศึกษาจากหลากหลายคณะและวิทยาลัยของมหาวิทยาลัย

    ภายในงานอบรมเต็มไปด้วยบรรยากาศของความมีชีวิตชีวา นักศึกษาทุกคนแสดงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมกลุ่ม เวิร์กช็อป และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความเข้าใจความหลากหลายทางสังคม และการคิดเชิงสร้างสรรค์

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ คล้ายสังข์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมกล่าวว่า
    “Soft Skills คือหัวใจของความสำเร็จในโลกยุคใหม่ นักศึกษาจะไม่ได้เป็นเพียงผู้นำที่มีความรู้ แต่ยังต้องเป็นผู้นำที่เข้าใจผู้คน มีจิตใจที่เปิดกว้าง และพร้อมทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์”

    ตลอดทั้งโครงการ นักศึกษาได้รับแรงบันดาลใจจากทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรสังคม พร้อมไฮไลต์พิเศษจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยฯ ที่เดินทางมาเยี่ยมชมและให้กำลังใจถึงพื้นที่กิจกรรมอย่างใกล้ชิด

    กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงพัฒนาทักษะเชิงวิชาการและสังคม แต่ยังปลุกพลังบวกให้นักศึกษาตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะ “วิศวกรสังคม” ผู้ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

    ภาพ: กองพัฒนานักศึกษา
    .
    *****************
    ฝ่ายประชาสัมพันธ์และโสตทัศนูปกรณ์ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี
    https://ssru.ac.th
    IG : ssru_official
    Line: @ssruofficial
    Twitter : ssru_official
    E-mail : pr@ssru.ac.th
    #ssru #student #university #มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา #สวนสุนันทา #SUANSUNANDHARAJABHATUNIVERSITY #เด็ก68 #สมัครเรียน #ปริญญาตรี #tcas68 #tcas69