Category: ผลงานวิจัย นวัตกรรมสร้างสรรค์

  • ObesityConnects แพลตฟอร์มสู้โรคอ้วน เชื่อมผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา ลดพุง ลดโรค สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    ObesityConnects แพลตฟอร์มสู้โรคอ้วน เชื่อมผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา ลดพุง ลดโรค สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

     

    ศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดตัว ObesityConnects แพลตฟอร์มไลน์ออฟฟิศเชียล เชื่อมผู้ป่วยโรคอ้วนเข้าถึงบริการการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง พร้อมความรู้เชิงป้องกันและฟังก์ชันเช็คสุขภาพประจำวันสำหรับประชาชนทั่วไปที่อยากห่างไกลโรคอ้วน

    โรคอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตของคนไทย ข้อมูลจากศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยสถิติที่น่าตกใจว่าปัจจุบันประชากรในประเทศไทย 3 คน จะมี 1 คนที่มีภาวะโรคอ้วน! แนวโน้มนี้ดูจะสูงขึ้นทุกปี

    ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมักมีอีกหลายโรครุมเร้า เช่น ไขมันเกาะตับ ความดันสูง เบาหวาน โรคเส้นเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคปอด ตับแข็ง นิ่ว มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต ใช้ระยะเวลาในการรักษานานค่าใช้จ่ายสูง และเป็นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

    การไม่เป็นโรคอ้วนหรือหายขาดจากโรคอ้วนจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดี การลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมนั้น พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการทานยาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการรับประทาน การทำกิจกรรมประจำวัน และการออกกำลังกาย ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับความรู้ในการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง กำลังใจและแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงริเริ่มสร้าง “ObesityConnects” แพลตฟอร์มไลน์ออฟฟิศเซียล (Line Official Account) รวบรวมข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคอ้วนและการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งผู้ป่วยโรคอ้วนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้และดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคอ้วนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์โรคอ้วน และผู้อำนวยการศูนย์รักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงจุดประสงค์ของการสร้างแพลตฟอร์ม ObesityConnects ว่า “ความยั่งยืนเป็นคำตอบสุดท้ายของการรักษาโรคทุกโรค เมื่อคนไข้น้ำหนักตัวลดลงแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการมีสุขภาพดีและมีน้ำหนักที่เหมาะสมอย่างนั้นตลอดไป ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราให้คนไข้ติดต่อกับเราไปตลอด คนไข้มีการติดตามผล มีเครื่องมือช่วยให้คนไข้สามารถรับรู้แจ้งเตือนได้ว่าถึงเวลาต้องดูแลสุขภาพ รีบกลับเข้ามาดูแลตัวเองก่อนที่จะเป็นปัญหาและแก้ไขยากขึ้น”

    “แพลตฟอร์มนี้จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ เชื่อมหมอ สหสาขาวิชา คนไข้ผู้ที่เคยมีประสบการณ์โรคอ้วนโดยตรง ให้เข้ามาร่วมแชร์ความรู้ สุดท้ายคือเชื่อมคนในสังคมเข้าด้วยกันเพื่อให้ตระหนักรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคอ้วน”

    ปัจจุบัน ObesityConnects นำไปใช้กับคนไข้ที่คลินิกรักษ์พุง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และในกลุ่มโรงพยาบาลที่มีการดูแลคนไข้ที่มีภาวะโรคอ้วนร่วมกัน เช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลศรีนครินทร์

    “เราคุยกันในทีมชมรมศัลยศาสตร์โรคอ้วนแห่งประเทศไทยว่าควรจะสร้างแพลตฟอร์มที่ใช้ได้กับคนไข้ทุกคน ไม่ว่าจะรักษาอยู่ที่ศูนย์ใดก็ตาม ซึ่งตอนนี้แพลตฟอร์มอยู่ในขั้นตอนการปรับให้เหมาะสมเพื่อให้ศูนย์อื่น ๆ สามารถใช้ร่วมกันได้ แพลตฟอร์มสามารถแบ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคนไข้เป็นข้อมูลที่รักษาเป็นความลับ และพื้นที่ส่วนกลางเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องโรคอ้วน” ศ. นพ.สุเทพกล่าว

    Connect เชื่อมผู้ป่วยเข้าถึงบริการรักษาต่อเนื่อง

    ศ. นพ.สุเทพกล่าวว่าคนไข้ที่มารักษาที่ศูนย์รักษ์พุง ทั้งคนไข้เก่าและคนไข้ใหม่ จะได้รับการเชิญให้เข้าแพลตฟอร์ม ObesityConnects ทั้งหมด โดยแอดไลน์เ แล้วลงทะเบียน กรอกประวัติส่วนตัว น้ำหนัก ส่วนสูง หมายเลขประจำตัวโรงพยาบาลและชื่อโรงพยาบาล หลังจากนั้นข้อมูลจะเชื่อมกับประวัติผู้ป่วยในฐานข้อมูลโรงพยาบาล

    ObesityConnects Line OA เปิดให้บริการแก่ผู้ป่วยโรคอ้วนและประชาชนผู้สนใจสุขภาพ

    “ฟังก์ชันที่เปิดให้บริการแล้วคือการติดตามดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนว่าเมื่อได้รับการผ่าตัดแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เราต้องการให้คนไข้สื่อสารกับทีมรักษาตลอดเวลา คนไข้สามารถกรอกข้อมูลในแต่ละวัน เช่น ผลเลือดและโรคต่าง ๆ พูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในศูนย์ฯ ได้ คนไข้จะมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะมีคนติดตามดูแลและให้คำแนะนำเบื้องต้น”

    “ในฝั่งของผู้เชี่ยวชาญก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลของคนไข้ได้และเพิ่มเติมข้อมูลเมื่อคนไข้มาตรวจที่ศูนย์ฯ เพื่อให้ฐานข้อมูลสมบูรณ์แบบที่สุด” ตั้งแต่เปิดตัว ObesityConnects เมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้จนปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการประมาณ 600 – 700 คน

    “ผู้ใช้งานประทับใจว่าได้ข้อมูลที่ถูกต้องและมั่นใจว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเขาจะมีผู้เชี่ยวชาญโดยตรงสามารถตอบคำถามให้ได้ เขาดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ และสามารถนัดหมายให้เจอกับผู้เชี่ยวชาญได้ ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ได้รับการดูแลและติดตามใกล้ชิด ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของเรา”

    ขั้นต่อไป ศ. นพ.สุเทพเผยว่าทีม ObesityConnects จะปรับระดับฐานข้อมูลให้เป็นระดับประเทศเรียกว่า National Registry เพื่อเก็บข้อมูลว่ามีผู้ผ่าตัดการรักษาโรคอ้วนไปแล้วกี่ราย และผลการรักษาเป็นอย่างไร เพื่อติดตามการรักษาและคุณภาพของการรักษาโรคอ้วน ศ. นพ.สุเทพมั่นใจว่าแพลตฟอร์ม ObesityConnects จะช่วยให้คนไข้ที่เข้าสู่กระบวนการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษา และได้รับการรักษาโรคอ้วนอย่างยั่งยืน

    Connect เพื่อประชาชนห่างไกลโรคอ้วน ไม่เฉพาะผู้ป่วยโรคอ้วน ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งาน ObesityConnects Line OA ได้ โดยการแอดไลน์และลงทะเบียน กรอกข้อมูลส่วนตัว แล้วใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม ซึ่งนอกจากฟังก์ชันมอนิเตอร์สุขภาพแล้ว ObesityConnects ยังมีข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่มีประโยชน์มากมาย ดังนี้

    1. บันทึกสุขภาพประจำวัน กรอกข้อมูลประจำวัน เช่น น้ำหนัก อาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ ปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวัน การออกกำลังกาย และอาการอื่นที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

    2. เช็คแคลอรีอาหารประจำวันว่าให้ปริมาณกี่กิโลแคลอรี เช่น ข้าวผัดหมู 100 กรัมให้พลังงาน 181 กิโลแคลอรี ข้าวคลุกกะปิ 100 กรัมให้พลังงาน 191 กิโลแคลอรี และปลาทูน่าในน้ำสลัด 100 กรัมให้พลังงาน 86 กิโลแคลอรี

    3. ตรวจสอบพลังงานที่เผาผลาญเมื่อออกกำลังกาย เช่น เดิน 1 ชั่วโมงเผาผลาญ 183 กิโลแคลอรี วิ่ง 1 ชั่วโมงเผาผลาญ 588 กิโลแคลอรี และว่ายน้ำ 1 ชั่วโมงเผาผลาญ 514 กิโลแคลอรี

    4. Truth About Weight เว็บไซต์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอ้วน เช่น โรคอ้วนในสตรี โรคอ้วนในวัยรุ่น และโรคอ้วนมีผลต่อสุขภาพระยะยาว

    5. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาโรคอ้วน เช่น ขั้นตอนการรักษาที่คลินิกรักษ์พุง หากมีอาการผิดปกติหลังผ่าตัดต้องทำอย่างไร รพ. จุฬาลงกรณ์เจาะเลือดวันเวลาและสถานที่ใดบ้าง

    การเข้ามาใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ทุกคนมีไดอารีสุขภาพของตัวเอง ศ. นพ.สุเทพกล่าว

    “ประชาชนต้องตระหนักรู้และติดตามสุขภาพตัวเองอยู่เสมอ ทั้งเรื่องของน้ำหนัก ผลเลือด ค่าไขมัน ค่าน้ำตาล ไปตรวจเช็คอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นตัวสำคัญที่จะเตือนว่าเราอาจจะเข้าสู่โซนที่เริ่มมีความบั่นทอนต่อความยั่งยืนของสุขภาพแล้ว น้ำหนักเพิ่มขึ้นต้องลด ควบคุมอาหารให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ”

    ปัจจุบัน ทีม ObesityConnects ได้คุยกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และพันธมิตรทางด้านสุขภาพในการขยายผลนำแพลตฟอร์มนี้มาเป็นเครื่องมือป้องกันภาวะโรคอ้วนสำหรับประชาชนต่อไป

    “เราคาดหวังว่าแพลตฟอร์ม ObesityConnects จะเป็นเครื่องมือของแต่ละคนในการติดตามดูแลสุขภาพของตัวเอง รวมทั้งเป็นข้อมูลที่จะช่วยแนะนำว่าการออกกำลังกายแบบไหน ปริมาณเท่าไร อาหารประเภทใดในปริมาณไหน ที่จะสามารถควบคุมน้ำหนัก สามารถลดน้ำหนักจากที่มีความเสี่ยงให้ไปสู่ระดับปกติ ทำให้สุขภาพของประชาชนมีความมั่นคงและยั่งยืน”

    ObesityConnects เป็นเครื่องมือติดตามดูแลสุขภาพของตัวเอง มุ่งกิจกรรมป้องกันโรคอ้วน

    นอกจากจะดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะโรคอ้วนแล้ว แนวทางเชิงการป้องกันโรคอ้วนก็เป็นเรื่องสำคัญ ศูนย์รักษ์พุงริเริ่มกิจกรรม อาทิ แคมเปญกระตุ้นการออกกำลังกายที่ชื่อว่า “125 วัน คณะแพทยศาสตร์ 4 สถาบัน สุขภาพดี” โดยรณรงค์ให้บุคลากรในคณะแพทยศาสตร์ 4 สถาบัน ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ร่วมกันออกกำลังกายและบันทึกการออกกำลังกายใน Line OA

    “แต่ละกลุ่มจะต้องลงข้อมูลสุขภาพการออกกำลังกาย ซึ่งจะมีคะแนนและรางวัลให้ในระยะเวลาที่กำหนด” ศ. นพ.สุเทพ กล่าว “ช่วงนี้เป็นระยะที่เรากำลังทดลองกิจกรรมเพื่อดูว่ามีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง นำมาใช้แล้วผลเป็นอย่างไร ผู้ใช้งานสามารถลงข้อมูลได้ง่ายและรู้ว่าวันนี้ออกกำลังกายสุขภาพอยู่ขั้นไหนแล้ว”

    กิจกรรม “125 วัน คณะแพทยศาสตร์ 4 สถาบัน สุขภาพดี” จะสิ้นสุดราวเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่ง ศ. นพ.สุเทพหวังว่าจะสามารถนำเอากิจกรรมนี้มาปรับใช้ใน ObesityConnects เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้เรื่องการดูแลสุขภาพต่อไป

    “การรักษาโรคอ้วนและการป้องกันเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป ผมบอกทุกกองทุนด้านสุขภาพที่จ่ายค่ารักษาโรคอ้วนให้คนไทยว่า เราต้องป้องกันโรคอ้วนด้วย ทุกกองทุนก็ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เราเป็นศูนย์กลางกระตุ้นให้สังคมดูแลสุขภาพ ป้องกันไม่ให้ผู้มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น”

    “เข้าใจและห่วงใย” สิ่งที่ผู้ป่วยโรคอ้วนต้องการ

    ไม่มีใครอยากอ้วนและภาวะอ้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ศ. นพ.สุเทพกล่าว “เราต้องเข้าใจก่อนว่าบุคคลที่อยู่ในภาวะอ้วนไม่ได้อยากอ้วน เพียงแต่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่มากไปกว่าอาหารและการออกกำลังกาย เช่น สิ่งแวดล้อม ฮอร์โมนทำให้ไม่สามารถเผาผลาญในจุดที่ควรจะเป็น น้ำหนักตัวเลยเพิ่มมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจจะรู้ว่าเขาก็ไม่ได้อยากเป็นโรคอ้วน”

    นอกจากความเข้าใจแล้ว ความห่วงใยก็สำคัญ

    “การห่วงใยคือการชักชวนให้ออกจากภาวะอ้วนให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นชักชวนให้กลับดูแลสุขภาพ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็เข้าสู่กระบวนการในการรักษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาหรือการผ่าตัด ท้ายสุดเขาก็จะกลับมาอยู่ในสังคมต่อไปได้เหมือนกับคนอื่น” ถ้าคุณเป็น 1 ใน 3 ของประชากรที่เป็นโรคอ้วนก็สามารถเข้า ObesityConnects เพื่อรักษาโรคอ้วนกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ของคลินิกรักษ์พุง หรือถ้าคุณเป็นประชากร 2 ใน 3 ที่ยังไม่ได้เป็นโรคอ้วนก็สามารถเข้า ObesityConnects ได้เช่นกันเพื่อป้องกันโรคอ้วนและรักษาสุขภาพให้ยั่งยืน แอดไลน์ ObesityConnects ได้แล้ววันนี้ที่ไลน์ไอดี @obesityconnects

    อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/246274/

     

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • CNN จับตา นวัตกรรมล่าสุดจากนักวิจัยไทย พลิกโฉมการตรวจคัดกรองความเครียดด้วย “เหงื่อ”

    CNN จับตา นวัตกรรมล่าสุดจากนักวิจัยไทย พลิกโฉมการตรวจคัดกรองความเครียดด้วย “เหงื่อ”

    นวัตกรรมการแพทย์ครั้งสำคัญของประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เมื่อ CNN สื่อให้ความสนใจสัมภาษณ์ รองศาสตราจารย์ ดร. ชฎิล กุลสิงห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และ อาจารย์ ดร.แพทย์หญิง ภัทราวลัย สิรินารา ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้คิดค้นนวัตกรรมที่ตรวจวัดความเครียดจากสารเคมีในเหงื่อ ร่วมกับ อาจารย์ ดร.นายแพทย์ชาวิท ตันวีระชัยสกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิระ ศรีสวัสดิ์ ฝ่ายวิจัย และ Professor Michael Maes จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ณัฐนี ตั้งกิจอนันต์สิน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                   “ปกติการคัดกรองสุขภาพจิตไม่เพียงพอ และการที่ทุกคนจะเข้าถึงและพบจิตแพทย์ก็ยากเนื่องจากข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรด้านจิตเวชในประเทศไทย นอกจากนี้ แนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยด้วยการสัมภาษณ์ยังขึ้นกับดุลยพินิจของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ทำให้ผลการวินิจฉัยอาจแตกต่างกันและไม่อาจสรุปได้อย่างแม่นยำ เราจึงพยายามหาวิธีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพง เพื่อใช้ในการคัดกรองสภาวะทางจิตก่อนพบจิตแพทย์ ซึ่งเราพบว่าวิธีการตรวจหาสารเคมีจากกลิ่นเหงื่อเป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะเป็นวิธีที่ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดให้เจ็บตัว และสามารถวัดผลจากสิ่งที่จับต้องได้จริงๆ มีความคลาดเคลื่อนน้อย” อ.ดร.พญ.ภัทราวลัย กล่าว

    อุปกรณ์เก็บตัวอย่างเหงื่อ – เครื่องวิเคราะห์ตัวอย่างกลิ่นเหงื่อ และ หน้าจอแสดงผลวิเคราะห์สารเคมีในกลิ่นเหงื่อ

    นวัตกรรมนี้ใช้เพียงก้านสำลีเก็บตัวอย่างเหงื่อจากรักแร้ 15 นาที สามารถตรวจพบสารเคมีที่บ่งชี้ภาวะเครียดได้อย่างแม่นยำสูง แก้ปัญหาการคัดกรองแบบเดิมที่ต้องพึ่งการสังเกตพฤติกรรมและการประเมินจากจิตแพทย์ อีกทั้ง บริการทางจิตแพทย์ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทีมวิจัยได้ทดสอบกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,000 นาย จาก 48 สถานีในกรุงเทพฯ และพยาบาลกว่า 1,000 คนจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ

     

    การที่ CNN ให้ความสนใจครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในเวทีโลก และความสำคัญของการค้นพบที่จะยกระดับการดูแลสุขภาพจิตของประชากรโลก โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทยที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก

     

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมนี้ ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/120183/ 

    ดูการสัมภาษณ์โดย CNN ได้ที่  https://www.youtube.com/watch?v=5Y0AfQb_ftE 

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • ว.การแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต นำร่อง ผลิตสบู่สมุนไพร “Sunny Soap”  ทางเลือกรักษาโรคสะเก็ดเงิน ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

    ว.การแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต นำร่อง ผลิตสบู่สมุนไพร “Sunny Soap” ทางเลือกรักษาโรคสะเก็ดเงิน ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

     

    อาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก และทีมวิจัย นำร่องผลิตสบู่รักษาโรคสะเก็ดเงิน “Sunny Soap” เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง และโรคสะเก็ดเงิน ได้มีโอกาสเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี และยังช่วยลดการนำเข้ายารักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง โรคสะเก็ดเงินจากต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย

    แพทย์แผนไทยภาวิณี เส็งสันต์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนไทยบัณฑิต วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก และแพทย์แผนไทย ประจำสหคลินิกการแพทย์แผนตะวันออก (ไทย- จีน) มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยที่มาของสบู่รักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง โรคสะเก็ดเงิน “Sunny Soap” ว่า อาจารย์และ คุณลักขณา เมืองทอง ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ควบคุมทางการแพทย์ และสมุนไพรเพื่อสุขภาพด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เห็นว่า ในปัจจุบันโรคผิวหนังเรื้อรัง และโรคสะเก็ดเงินเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ สะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่สามารถรักษาอาการให้ดีขึ้น แต่ยังไม่พบวิธีการรักษาให้หายขาด การรักษาสะเก็ดเงินจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา ในการรักษาอย่างต่อเนื่องเพี่อการรักษาโรคให้ดีขึ้น โดยผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของผิวหนังร่างกาย ผื่นสะเก็ดเงินอาจส่งผลกระทบด้านจิตใจ ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคข้ออักเสบจากสะเก็ดเงิน โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคทางจิตเวช (ซึมเศร้า) ฯลฯ

    “จากปัญหาดังกล่าว อาจารย์และทีมนักวิจัย จึงได้ร่วมกันพัฒนา ซันนี่ สบู่น้ำมันธรรมชาติ ซี่งประกอบด้วยตัวยาหลัก ๆ เช่น สารสกัดจากกัญชาออร์แกนิค(ใบ) ทองพันชั่ง พญายอ คันทรง ชุมเห็ดเทศ ฯลฯ ซึ่งเป็นสบู่ที่ปลอดภัยจากสารเคมี จึงทำให้ Sunny สบู่น้ำมันธรรมชาติ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการรักษาโรคผิวหนัง โรคผิวหนังเรื้อรัง และโรคสะเก็ดเงิน ช่วยลดการอักเสบ ผื่นคัน บริเวณผิวหนัง ฯลฯ ซึ่งนับเป็นจุดเด่นของสบู่ดังกล่าว กอปรกับ ในปี 2567 เป็นปีแห่งการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของการก่อตั้งวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โดย อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ได้กำหนดวิสัยทัศน์และหลักการ ในการบูรณาการ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนตะวันออก ทั้งมิติทางด้านวิชาการ คลินิก และการบริการวิชาการแก่สังคม ให้สอดคล้องกับระบบสาธารณสุขของประเทศ จึงได้มีดำริให้คณาจารย์ของวิทยาลัยฯ ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรประเภทต่าง ๆ เพื่อนำออกสู่ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในปีการศึกษา 2567 ได้เปิดผลิตภัณฑ์นำร่องเป็นผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง และโรคสะเก็ดเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็น โรคผิวหนังเรื้อรังและโรคสะเก็ดเงิน ได้มีโอกาสเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้มากขึ้น ปลอดภัยจากสารเคมี และยังช่วยลดการนำเข้ายารักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง/โรคสะเก็ดเงินจากต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบัน”

    สำหรับชื่อ “Sunny Soap” มาจากคำว่า Sunny (ซันนี่) แปลว่า ตะวัน ความเบิกบาน มาจากแรงบันดาลใจ จากชื่อของท่านอธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต ท่าน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ และยังมีความสอดคล้องกับปณิธานของมหาวิทยาลัย คือ สร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม โดยทีมผู้ผลิตเห็นว่า Sunny Soap สบู่น้ำมันจากธรรมชาติ ของวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง/ โรคสะเก็ดเงิน ให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดมีพลังกาย พลังใจ และยังสามารถสร้างความเบิกบานใจของผู้ป่วย ให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เฉกเช่นกับดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่าง ให้ความรัอนและพลังงานแก่โลกทุกแห่งหน” แพทย์แผนไทยภาวิณี กล่าว

    ปัจจุบัน Sunny Soap มีจำหน่ายที่สหคลินิกการแพทย์แผนตะวันออก (ไทย-จีน) มหาวิทยาลัยรังสิต เพียงแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย และจะมีการขยายตลาดในอนาคต โดยการเน้นสร้างแบรนด์ที่โดดเด่น และตรงใจผู้บริโภค สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยทำงาน หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนัง โรคผิวหนังเรื้อรัง และโรคสะเก็ดเงิน โดยอนาคตจะทำให้เป็นธุรกิจดิจิทัล การตลาดดิจิทัล และนวัตกรรมค้าปลีก ฯลฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ชื่อ ซันนี่ คือ

    1. Sunny Tropical Oil (ยาทารักษาโรคฺผิวหนังเรื้อรัง/โรคสะเก็ดเงิน)

    2. Sunny Lotion (รักษาอาการคัน หรืออาการระคายเคือง ลดการอักเสบบริเวณผิวหนัง)

    3. Sunny Shower Gel (ลดการอักเสบ คัน รักษาโรคผิวหนังที่ลอกเป็นขุย บรรเทาอาการของโรคผิวหนังเรื้อรังและโรคสะเก็ดเงิน )

    4. Sunny Shampoo (ลดการอักเสบ คัน ผิวหนังลอกเป็นขุย และโรคสะเก็ดเงิน บริเวณศีรษะ)

    5. Sunny Conditioner (ช่วยให้หนังศีรษะแข็งแรงและชุ่มชื้น ลดการอักเสบ คัน ผิวหนังลอกเป็นขุย และรักษาโรคสะเก็ดเงิน บริเวณศีรษะ)

    6. Sunny Topical Oil (ยาทารักษาโรคผิวหนังและโรคสะเก็ดเงินบริเวณใบหน้า ลดผื่น คัน บริเวณใบหน้า ลดการอักเสบ และรักษาโรคสะเก็ดเงิน )

    7. Sunny Oil Gel (รักษาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ แก้แมลงมีพิษกัดต่อย ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายฯลฯ)

    8. Sunny น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร (รักษาโรคในช่องปาก ลดการอักเสบของเหงือกและฟัน)

    9. Synny Surup (ช่วยลดความวิตกกังวล ลดความเครียด ช่วยผ่อนคลาย ช่วยให้การนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ)

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • น้ำยายืดอายุกระดาษ นวัตกรรมจุฬาฯ  อนุรักษ์เอกสารและภาพศิลปะโบราณให้คงสภาพอีกนานนับทศวรรษ

    น้ำยายืดอายุกระดาษ นวัตกรรมจุฬาฯ อนุรักษ์เอกสารและภาพศิลปะโบราณให้คงสภาพอีกนานนับทศวรรษ

     

    นักวิจัยจุฬาฯ คิดค้นนวัตกรรมน้ำยาเคลือบและยืดอายุกระดาษได้นาน 15-20 ปี โดยกระดาษไม่เปื่อย สีไม่เปลี่ยน เชื้อราไม่ขึ้น ฝุ่นไม่จับ อีกหนึ่งความพยายามที่จะอนุรักษ์เอกสาร ภาพวาดและภาพถ่ายโบราณ ถูกใจบรรณารักษ์และคนรักหนังสือที่อยากถนอมหนังสือไว้อ่านได้นาน ๆ

     

    นอกจากกาลเวลาแล้ว ความร้อน ความชื้น และเชื้อรา นับเป็นตัวเร่งสำคัญในการลบและทำลายร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เอกสาร ภาพวาด ภาพถ่ายและแผนที่โบราณซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมหลายร้อยปีต่างแปรสภาพ กระดาษเปื่อย สีจางและลางเลือน ความชื้นจับ ราขึ้น ฝุ่นเกาะ – เหล่านี้เป็นปัญหาที่นักอนุรักษ์ทั่วโลกและชาวหนอนหนังสือทั้งหลายพยายามแสวงหาวิธีที่จะแก้ไขเพื่อยืดอายุประวัติศาสตร์และความทรงจำที่จารึกบนกระดาษ

    ในต่างประเทศการเก็บหนังสือ ผลงานศิลปะ และเอกสารในห้องสมุดต่าง ๆ อยู่ในมือนักอนุรักษ์เอกสารโบราณ หรือนักวิทยาศาสตร์อนุรักษ์ (Conservator) ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีความรู้ในการเก็บหนังสือ หรือวัตถุทรงคุณค่าตามกฎการอนุรักษ์ โดยจะใช้สารเคลือบวัตถุที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเนื้อวัตถุ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแปรสภาพเนื้อวัตถุ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ การเก็บรักษาหนังสือและเอกสารโบราณจึงมักอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก เก็บวางไว้ในที่แห้งและเย็น ซึ่งสามารถชะลอความเสื่อมของหนังสือได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ชะลอได้ไม่นานนัก

    ปัญหาดังกล่าวได้จุดประกายให้ทีมนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ” ที่เหมาะสมกับอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย โดยทีมวิจัยประกอบด้วย ดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง นักวิจัยหลังปริญญาเอก C2F ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์, รองศาสตราจารย์ ดร.คเณศ วงษ์ระวี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และอาจารย์ ดร.ภณิตา ศิลปวิทยาดิลก ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์

    นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษได้รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี ประจำปี 2567 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหอสมุดชั้นนำหลายแห่งในประเทศก็ได้นำน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไปใช้จริงแล้วด้วยโดยการชุบเคลือบหนังสือเอกสารโบราณต่าง ๆ

    “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไม่เพียงเหมาะกับการอนุรักษ์หนังสือ เอกสารทางประวัติศาสตร์ ภาพวาดและภาพถ่ายโบราณ แต่สำหรับบุคคลทั่วไป น้ำยาดังกล่าวยังช่วยในการรักษาเอกสารสำคัญ หนังสือเล่มโปรด ภาพวาดและภาพถ่ายที่อยากเก็บให้คงสภาพและรักษาสีสันดั้งเดิมเอาไว้ให้นานยิ่งขึ้นด้วย” ดร.ลัญจกร หนึ่งในทีมวิจัยและผู้ก่อตั้งบริษัท รี-บอนดิ้ง จำกัดกล่าว

     

    จุดเริ่มต้นนวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ

    ดร.ลัญจกรเล่าว่า “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยระดับปริญญาเอก ขณะที่ศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยกราซ (University of Graz) ประเทศออสเตรีย”

    “โจทย์วิจัยในตอนนั้น คือ การค้นหาวิธีรักษาเอกสารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากในห้องสมุดให้คงอยู่ ไม่สลายไปตามกาลเวลา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ทำให้กระดาษแปลงสภาพ และช่วยยืดอายุ ชะลอความเสื่อมสภาพของกระดาษได้นาน 10 ปีขึ้นไป”

    ผลการวิจัยประสบผลสำเร็จด้วยดี ดร.ลัญจกรจึงคิดจะต่อยอดการวิจัยเมื่อกลับมาประเทศไทย

    “สภาพอากาศแบบประเทศไทย กระดาษมีความเสี่ยงที่จะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าในประเทศที่มีสภาพอากาศแห้งและหนาวเย็น เราจึงต้องเอางานวิจัยนี้มาพัฒนาปรับสูตรให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศเรา”

    สูตรสารเคลือบกระดาษที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทยได้ผ่านการพิสูจน์ Aging Test ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าได้ผล ดร. ลัญจกรกล่าว

    “เราจำลองสภาพแวดล้อมในห้องทดลองที่อุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง 75% เป็นระยะเวลา 7 วันติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับการอยู่ในอากาศภายนอก 20 ปี แล้วนำผลมาตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของกระดาษที่ถูกเคลือบ พบว่ากระดาษที่เคลือบน้ำยาจะเหลืองน้อยกว่า ไม่เกิดเชื้อรา เนื้อกระดาษมีความแข็งแรงกว่ากระดาษที่ไม่ได้เคลือบน้ำยา”

    ดร.ลัญจกรอธิบายว่า “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก 100% ผลิตจากเซลลูโลสที่สกัดได้จากพืชและใช้เทคโนโลยีนาโนคอมโพสิต จึงปลอดภัยทั้งกับวัสดุกระดาษต่าง ๆ และผู้ใช้งาน”

    “นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษสามารถใช้ได้กับวัสดุที่มีส่วนประกอบจากเซลลูโลสทุกประเภท เช่น กระดาษ หนังสือ เอกสารโบราณ งานศิลปะ สิ่งทอ งานไม้ เป็นต้น โดยน้ำยาจะช่วยปกป้องและชะลอการเสื่อมสภาพของกระดาษและวัสดุได้ยาวนานถึง 15 – 20 ปี โดยไม่เปลี่ยนแปลงสภาพของกระดาษ สีวาด หมึกพิมพ์ และองค์ประกอบของ

    หนังสือ มีคุณสมบัติกันน้ำ กันความชื้น กันรังสียูวี กันเชื้อรา กันฝุ่นและคราบสกปรก ไม่ทำให้กระดาษเหลือง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดาษได้มากถึง 65%”

     

    2 สูตรน้ำยาเคลือบยืดอายุหนังสือและงานศิลปะ

    นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษได้จดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และมีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า SalvaStory (ซัลวาสตอรี) โดย ดร.ลัญจกรกล่าวว่าทีมวิจัยได้พัฒนาน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไว้ 2 สูตรด้วยกัน คือ

     

    สูตรอนุรักษ์หนังสือ

    สูตรอนุรักษ์หนังสือนี้น้ำยาเคลือบจะมีความเข้มข้นสูง ป้องกันน้ำ ช่วยเสริมความยืดหยุ่น ยืดอายุกระดาษ ไม่ทำให้กระดาษเป็นคลื่น ไม่ทิ้งคราบบนกระดาษ ลักษณะบรรจุภัณฑ์มี 2 แบบ คือ

    1. น้ำยาเคลือบบรรจุขวดแกลอนสามารถเทน้ำยาใส่ภาชนะและนำหนังสือมาชุบได้เลย เหมาะกับบรรณารักษ์หอสมุด และประชาชนผู้ที่มีหนังสือเก่า หรือหนังสือทรงคุณค่าจำนวนมาก

    2. สเปรย์สำหรับฉีดพ่น เหมาะสำหรับผู้ต้องการฉีดพ่นแผ่นเอกสารขนาดใหญ่ เช่น โฉนดที่ดิน แผนที่ขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีหนังสือเล่มบาง ๆ ที่ต้องการยืดอายุ

    สูตรอนุรักษ์งานศิลปะ

    สูตรอนุรักษ์งานศิลปะเป็นน้ำยาแบบพ่นเคลือบ ไร้สี ไร้กลิ่นฉุน ไม่เพิ่มความเงา กระดาษทนน้ำ ใช้ได้กับสีไม้ สีน้ำ สีชาร์โคล สีชอล์ก สีอะคริลิก ดินสอแกรไฟต์ เหมาะสำหรับการผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณสมบัติทนน้ำให้กระดาษ ลดการหลุดลอกของสี ลดความเสี่ยงเกิดคราบเหลือง ไม่เปลี่ยนสภาพกระดาษและสีบนงานศิลปะ แต่สูตรนี้จะเข้มข้นน้อยกว่าสูตรอนุรักษ์หนังสือ

    “นวัตกรรมนี้จะช่วยยืดอายุวัสดุ ให้คงความสวยงามและสภาพเดิมได้ยาวนานเพิ่มขึ้น 15-20 ปี น้ำยาเป็นสารที่สกัดจากธรรมชาติ จึงปลอดภัยกับผู้ใช้งาน และไม่ส่งผลให้เนื้อดั้งเดิมของวัสดุเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดเดียวในตอนนี้คือราคายังสูงอยู่สักหน่อย เพราะสารบางอย่างยังหายากและราคาแพง” ดร.ลัญจกรสรุปจุดเด่นของน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ

     

    ชุบชีวิต ยืดอายุเอกสารโบราณ ง่ายใน 4 ขั้นตอน

    น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษใช้ง่าย “ประชาชนทั่วไปสามารถทำเองได้ ไม่ซับซ้อน” ดร.ลัญจกรกล่าว พร้อมแนะนำวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสูตรอนุรักษ์หนังสือและสูตรสเปรย์เคลือบงานศิลปะ ดังนี้

     

    กรณีชุบเคลือบหนังสือ มี 4 ขั้นตอน คือ

    1. เทน้ำยาใส่ภาชนะ

    2. จุ่มแช่หนังสือลงไปทั้งเล่ม ให้น้ำยาท่วมและซึมเข้าหนังสือทั้งเล่ม นาน 5-10 นาที

    3. ยกหนังสือขึ้นจากน้ำยาเคลือบ

    4. ผึ่งลมหนังสือให้แห้ง จะปิดหนังสือ หรือเปิดหน้าหนังสือไว้ก็ได้ น้ำยามีคุณสมบัติแห้งไวประมาณ 2-3 ชั่วโมง

    วิธีการจุ่มเคลือบหนังสือ

     

    กรณีสเปรย์น้ำยาเคลือบ มี 3 ขั้นตอน คือ

    1. เขย่าขวดก่อนใช้งาน

    2. ฉีดพ่นน้ำยาเคลือบบนภาพวาด ภาพถ่าย หน้าหนังสือ หรือเอกสารที่ต้องการเคลือบให้เปียกชุ่ม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั่วทั้งชิ้นงาน

    3. ผึ่งลมรอแห้ง ประมาณ 5 นาที

    “เพียงเท่านี้ก็สามารถปกป้องหนังสือและงานศิลปะจากน้ำ เชื้อรา คราบสกปรก ความร้อน การแตกเปราะ รวมถึงปกป้องหมึก สีภาพวาดไม่ให้หลุดลอกได้นานยิ่งขึ้น”

    ส่วนหนังสือหรือเอกสารกระดาษที่แห้งกรอบมาก ๆ ดร.ลัญจกรแนะนำเพิ่มเติมว่า “สามารถชุบ หรือพ่นซ้ำได้ (หลายครั้ง) โดยรอให้การเคลือบรอบก่อนหน้าแห้งสนิทแล้วค่อยทำซ้ำ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และแข็งแกร่งแก่เอกสารกระดาษชุดนั้น”

     

    ก้าวต่อไปของนวัตกรรมอนุรักษ์โบราณวัตถุ

    หอสมุดชั้นนำหลายแห่งในประเทศ อาทิ หอสมุดกลางและหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ได้นำน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไปใช้ชุบเคลือบหนังสือเอกสารโบราณแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในระยะต่อไป ดร.ลัญจกรและทีมวิจัยจึงวางแผนที่จะพัฒนานวัตกรรมให้ครอบคลุมการอนุรักษ์ด้านอื่น ๆ ด้วย

    “ทีมวิจัยเรามองการพัฒนาไว้ 2 แนวทางด้วยกัน แนวทางแรก เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบให้มีประสิทธิภาพทั้งปกป้องวัตถุ และสามารถฆ่าเชื้อราที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วย ส่วนแนวทางที่สอง เราอยากจะต่อยอดนวัตกรรมนี้ให้ใช้กับโบราณวัตถุประเภทอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น งานไม้และงานปูนปั้น โดยน้ำยาเคลือบจะต้องไม่เป็นสารแปลกปลอมหรือส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเนื้อโบราณวัตถุไปจากเดิมตามกฎของการอนุรักษ์” ดร.ลัญจกรกล่าวทิ้งท้าย

    อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ SalvaStory (ซัลวาสตอรี) ได้ที่เว็บไซต์ https://www.chula.ac.th/highlight/197364/

    #https://test.learninfinity.net/

  • ม.รังสิต จัดประกวดนวัตกรรมการเรียนการสอนครูมัธยมฯ งาน “รังสิตวิชาการ’ 67”

    ม.รังสิต จัดประกวดนวัตกรรมการเรียนการสอนครูมัธยมฯ งาน “รังสิตวิชาการ’ 67”

     

                       ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเป็นประธานเปิดงานการประกวดผลงานด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน (RSU Academic Conference) ในงาน รังสิตวิชาการ’ 67 ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคาร Student Center มหาวิทยาลัยรังสิต โดยปี 2567 นี้ คุณครู ผู้บริหารการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศให้ความสนใจส่งผลงาน และเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิชาการ มุมมองการศึกษา และนวัตกรรมกว่า 150 ผลงาน โดยผลการประกวด มีดังนี้

                       ประเภทนวัตกรรมด้านสื่อการเรียนการสอน

                       รางวัลยอดเยี่ยมพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ผลงานหมวกสมองหรรษา (Funny Brain Cap) นางสาวทิพวรรณ พิลา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม)

                       รางวัลดีเด่น พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ ผลงาน “Anytime Anywhere ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บน Line Official Account ผ่านเรื่องราวความรู้เรื่องปฏิกิริยาเคมีและวัสดุในเมืองพิชัย นายณัฎฐชนม์ กองมา โรงเรียนพิชัย

                      ประเภทนวัตกรรมด้านสิ่งประดิษฐ์

                       รางวัลยอดเยี่ยมพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ผลงานบอร์ดเกม Invisible Hand นายบรรณสรณ์ โยธินอุปไมย โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม

                       รางวัลดีเด่น พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ ผลงานบอร์ดเกมเซ็นโกคุจิได นายสิทธิโชค สูงเลิศส่งฟ้า โรงเรียนสายปัญญารังสิต

                     ประเภทนวัตกรรมด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน

                       รางวัลยอดเยี่ยม พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ผลงานการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงโดยใช้ Line Bot ร่วมกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน โดยนางสาวภณิดา เสงี่ยมงาม โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ

                       รางวัลดีเด่น พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ ผลงานภาษาที่ใช้ในห้องเรียน (การพัฒนาการจำคำศัพท์ภาษาจีน โดยใช้เกมเป็นฐาน) โดยนายสาธิต กลับขัน โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ        

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • การดูแลผู้สูงอายุโดยผู้ดูแล : สะท้อนบทบาทในการชี้นำสังคมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน โดย รศ.ดร. มนพร ชาติชำนิ รองผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ ม.รังสิต

    การดูแลผู้สูงอายุโดยผู้ดูแล : สะท้อนบทบาทในการชี้นำสังคมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน โดย รศ.ดร. มนพร ชาติชำนิ รองผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ ม.รังสิต

     

    การดูแลผู้สูงอายุโดยผู้ดูแล: สะท้อนบทบาทในการชี้นำสังคมสู่สุขภาพที่ยั่งยืน โดย รองศาสตราจารย์ ดร. มนพร ชาติชำนิ รองผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการสุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต และหัวหน้าหน่วยบริการวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

     

    ในยุคที่ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การดูแลผู้สูงอายุจึงกลายเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญของครอบครัวและผู้ดูแลทั่วไป ทว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงเรื่องของการจัดการด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต การพัฒนาความเป็นอยู่ และความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพของสังคมทั้งหมดได้อีกด้วย

    การสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้ดูแลไม่เพียงแต่เป็นการดูแลรายบุคคล แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับสังคมในวงกว้าง ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ถือเป็น “ผู้นำทางสุขภาพ” ที่มีความสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตแก่สังคม นอกจากจะดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุโดยตรงแล้ว ผู้ดูแลยังมีส่วนในการส่งเสริมและนำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องให้กับชุมชน

    การมีผู้ดูแลที่มีความรู้ความเข้าใจทั้งด้านการพยาบาลเบื้องต้นและการให้ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการ การใช้ยา และการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม ช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยในผู้สูงอายุ

    การเชื่อมโยงความรู้สู่สังคม บทบาทของผู้ดูแลไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดูแลในบ้านเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้ในชุมชนด้วย การนำประสบการณ์จากการดูแลผู้สูงอายุมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน การจัดอบรมหรือกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น การล้างมือที่ถูกต้อง การออกกำลังกาย หรือการดูแลผู้สูงอายุในภาวะฉุกเฉิน ล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางที่ผู้ดูแลสามารถมีส่วนร่วมในการชี้นำสังคมสู่การมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นได้

    การส่งเสริมบทบาทของผู้ดูแลให้กลายเป็น “ผู้ชี้นำสังคม” จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ทำให้สังคมสามารถเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจัยในการพัฒนาผู้ดูแล เพื่อให้บทบาทนี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องมีการพัฒนาทักษะและความรู้ของผู้ดูแล การอบรมและเสริมสร้างความรู้เฉพาะทางเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน เช่น การให้คำแนะนำด้านโภชนาการที่ถูกต้องสำหรับผู้สูงอายุ การจัดการด้านสุขภาพจิต และการเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมตัวในด้านเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และยังสร้างความมั่นใจให้กับสังคมโดยรวมอีกด้วย

    สังคมที่แข็งแรง เริ่มต้นที่การดูแลผู้สูงอายุ ในท้ายที่สุด การดูแลผู้สูงอายุที่ดีและมีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากความพยายามของผู้ดูแลเพียงคนเดียว แต่ต้องมีการสนับสนุนจากทั้งครอบครัว ชุมชน และสังคมในภาพรวม การสร้างนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะของผู้ดูแล การให้การสนับสนุนด้านจิตใจและสังคม ตลอดจนการจัดการทรัพยากรด้านสุขภาพที่เพียงพอ จะช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุในสังคมกลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสุขภาพที่ยั่งยืนได้

     

    สังคมที่ใส่ใจและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ จะเป็นสังคมที่แข็งแรงและพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายของการสูงวัยอย่างเต็มที่

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • พระจอมเกล้าธนบุรี เปิดให้ทุนโครงการเพชรพระจอมเกล้า เรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก

    พระจอมเกล้าธนบุรี เปิดให้ทุนโครงการเพชรพระจอมเกล้า เรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีรับสมัครนักศึกษาโครงการทุนเพชรพระจอมเกล้ามหาบัณฑิตทุนสนับสนุนหลักสูตร ระดับปริญญาโท ภาคการศึกษาที่ 2/2567 เริ่มการศึกษา มกราคม 2568

    สมัครเข้าศึกษา ตั้งแต่ บัดนี้ ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2567

    หมายเหตุ
    1. กำหนดการรับสมัคร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม และบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามที่คณะกำหนด
    2. การส่งหลักฐานการสมัคร แนบเอกสารผ่านระบบรับสมัครแบบออนไลน์
    3. หนังสือให้คํารับรองเกี่ยวกับผู้สมัครเข้าศึกษา (บศ.2) รับรองโดยอาจารย์ผู้เคยสอน 2 ท่าน หรือผู้บังคับบัญชาในสายงานของผู้สมัคร 2 ท่าน หรืออย่างละท่าน โดยผู้ให้คำรับรองดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ เว็บไซต์ https://join.kmutt.ac.th (เมื่อยื่นใบสมัครเรียบร้อยแล้ว ระบบจะส่งลิงก์เอกสารไปยังอีเมลของผู้รับรองฯ โดยอัตโนมัติ)
    4. กรณีผู้สมัคร ชำระค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว ไม่สามารถเข้ารับการพิจารณาในรอบที่สมัครหรือภาคการศึกษาที่เปิดรับสมัคร หรือไม่เป็นไปตามเกณฑ์การรับสมัคร หรือทำการยกเลิกใบสมัคร ** มหาวิทยาลัยจะไม่คืนเงินค่าสมัคร และไม่สามารถโยกย้ายสิทธิการสมัครไปรอบต่อไป หรือภาคการศึกษาต่อไปได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น
    5. ผู้สมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาเอก คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ จะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ก่อนการสัมภาษณ์ ติดต่อสาขาวิชา https://kmutt.me/Contact-Postgraduate
    6. ผู้สมัครเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกต้องยื่นคะแนนภาษาอังกฤษ ก่อนปิดรับสมัคร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการพิจารณาคุณสมบัติในการรับเข้าศึกษา ตามประกาศ มจธ. เรื่อง เกณฑ์คะแนนวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับผู้เข้าศึกษาระดับปริญญาเอก (สำหรับคะแนน TETET สามารถสมัครสอบผ่านเว็บไซต์ของคณะศิลปศาสตร์ ได้ที่ https://sola.pr.kmutt.ac.th/tetet/)
    7. โปรดศึกษารายละเอียดการรับสมัครด้านล่างก่อนการสมัคร หากพบปัญหาในการสมัคร หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม โปรดติดต่อ 02 470 8367 หรือ
    อีเมล admission@kmutt.ac.th


    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รับสมัครนักศึกษา โครงการทุนเพชรพระจอมเกล้าดุษฎีบัณฑิต ระดับปริญญาเอกภาคการศึกษาที่ 2/2567 (เริ่มการศึกษา มกราคม 2568)
    สมัครเข้าศึกษา รอบที่ 2 วันที่ 10 ตุลาคม – 20 พฤศจิกายน 2567

    หมายเหตุ:
    1. ผู้สมัครต้องไม่มีสถานภาพเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก หรือผู้สมัครต้องไม่เคยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีมาก่อน
    2. ผู้สมัครส่งเอกสารการสมัครแบบออนไลน์ ผ่านระบบรับสมัคร https://join.kmutt.ac.th
    3. ผู้สมัครต้องติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ในสาขาที่จะเรียนระดับปริญญาเอก และส่งแบบฟอร์มหนังสือรับรองการเข้าศึกษาผ่านระบบรับสมัคร https://join.kmutt.ac.th
    ให้กับอาจารย์ที่ปรึกษา และคณบดี

    4. ผู้สมัครส่งแบบฟอร์มหนังสือให้คํารับรองเกี่ยวกับผู้สมัครเข้าศึกษา (บศ.2) ผ่านระบบรับสมัคร https://join.kmutt.ac.th ให้กับอาจารย์ผู้เคยสอน หรือผู้บังคับบัญชาในสายงานของผู้สมัคร จำนวน 2 ท่าน

    5. ผู้สมัครเข้าศึกษาต้องยื่นผลคะแนนภาษาอังกฤษ (TETET หรือ TOEFL iBT หรือ IELTS) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์สำหรับ การพิจารณาคุณสมบัติในการรับเข้าศึกษา ตามประกาศ มจธ.ฯ (สำหรับคะแนน TETET สามารถสมัครสอบผ่านเว็บไซต์
    ของคณะศิลปศาสตร์ ได้ที่ https://sola.kmutt.ac.th/tetet)

    6. กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม โปรดติดตามผ่านเว็บไซต์ https://join.kmutt.ac.th

  • โดรนไทย คว้ารางวัลเวที Taiwan Innotech Expo 2024 (TIE 2024) ณ เมืองไทเป ไต้หวัน

    โดรนไทย คว้ารางวัลเวที Taiwan Innotech Expo 2024 (TIE 2024) ณ เมืองไทเป ไต้หวัน

                           นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ (RCSA)  นำทีมนักกีฬาหนูน้อยจ้าวเวหาไทยพีบีเอส ที่นำโดรนแปรอักษรติดพลุไฟ ไปคว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ จากเวที “Taiwan Innotech Expo 2024” (TIE 2024) ณ TWTC Exhibition Hall เมืองไทเป ไต้หวัน โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สภาการค้าและอุตสาหกรรมไต้หวัน
                          “น้องมายด์” น.ส. น.ส.ณัฐวดี ภาคมฤค ตัวแทนทีมนักกีฬาหนูน้อยจ้าวเวหา จาก ม.มหาสารคาม ผู้คอยอธิบายระบบการทำงานของทั้งโดรนแปรอักษรและพลุไฟ กับชาวไต้หวันและชาวต่างชาติ ที่ให้ความสนใจ เผยว่า “ตนดีใจที่ผลงานสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองแดง พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และ รางวัลพิเศษ NRCT Special Award อีกด้วย การมาไต้หวันครั้งนี้ตนและทีมงานได้เดินเก็บข้อมูลทั่วฮอลล์เลยทีเดียว เพื่อนำนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ของต่างชาติ ที่มาโชว์ในงานนี้ ไปประยุกต์ใช้กับผลงานของทีมงานในอนาคต เพื่อส่งเข้าร่วมประกวดในงานต่อไปค่ะ”
                          ทางด้าน นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ (RCSA) กล่าวเปิดเผยถึงการนำผลงานมาคว้ารางวัลที่ไต่หวัน ครั้งนี้ว่า “เราภาคภูมิใจที่เด็กไทย สามารถพัฒนาฝีมือ มาร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์ครั้งนี้ และสามารถคว้าเหรียญทองแดงและรางวัลพิเศษ NRCT Special Award ที่ประเทศไต้หวัน ในงาน“Taiwan Innotech Expo 2024” (TIE 2024) ครั้งนี้ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเด็ก ๆ ที่มีความทุ่มเทและตั้งใจเป็นอย่างมาก สำหรับการมาคว้ารางวัลครั้งนี้ ก็ต้องขอขอบคุณทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สภาการค้าและอุตสาหกรรมไต้หวัน ที่ให้การสนับสนุนผลงานวิจัยของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เราเคยคว้าเหรียญทองมาแล้วที่โปแลนด์และสิงคโปร์”
                           สำหรับ 13 หน่วยงานจากประเทศไทยที่ร่วมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการคว้ารางวัลจากเวที “Taiwan Innotech Expo 2024” (TIE 2024) ได้แก่
    • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
    • มหาวิทยาลัยนเรศวร
    • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
    • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
    • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
    • วิทยาลัยพณิชยการบางนา
    • วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
    • โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี
    • โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี
    • โรงเรียนอัสสัมชัญ
    • สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

                        สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมการแข่งขันโดรนแปรอักษร ในโครงการหนูน้อยจ้าวเวหาไทยพีบีเอส จะมีขึ้นที่ จ.พะเยา ในวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 นี้ ดังนั้นผู้สนใจสามารถเตรียมตัวและเข้าอบรมการเขียนโปรแกรมและการบังคับโดรน ได้ทางเพจ https://www.facebook.com/rcsayoungpilot

     

     

     

    #https://test.learninfinity.net/