Category: แฟ้มข่าวดีดี

  • ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา จ.สุพรรณบุรี จัดพิธีต้อนรับพร้อมอัดฉีด ทัพนักกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์

    ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา จ.สุพรรณบุรี จัดพิธีต้อนรับพร้อมอัดฉีด ทัพนักกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์

                   อาจารย์สมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี นำคณะผู้บริหาร ครู-อาจารย์ นักเรียน ร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาของโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์ 2025 ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ ประเทศบาห์เรน ระหว่างวันที่ 22-31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีนักกีฬา 4,300 คน จาก 45 ประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 26 ชนิดกีฬา โดยผลงานทีมชาติไทย คว้าอันดับ 1 ของอาเซียน ด้วยจำนวน 48 เหรียญ   (15 ทอง, 15 เงิน, 18 ทองแดง) และมีนักกีฬาโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรีเข้าแข่งขันรวมทั้งหมด 11 คน ผู้ฝึกสอน 2 คน ทำผลงานให้กับประเทศไทย ได้ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง จาก นางสาวรุ่งทิพย์วา กอแก้ว นักเรียน ชั้น ม.5 โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี คว้าเหรียญทอง ในการแข่งขันกีฬามวยไทย ไหว้ครู เอเชียนยูธเกมส์ 2025 ณ ราชอาณาจักรบาห์เรน และ นางสาวณัฐพร นกรอด ม.5 โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี คว้าเหรียญทองแดง ในการแข่งขันมวยปล้ำหญิงฟรีสไตล์ 49 กก.

    “ทางโรงเรียนจัดการต้อนรับและมอบรางวัลรวม 55,000 บาท ให้กับนักกีฬาในสังกัดโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียน ยูธ เกมส์ 2025 ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ ประเทศบาห์เรน โดยเหรียญทอง 12,000 บาท เหรียญทองแดง 5,000 บาท และผู้เข้าร่วมการแข่งขันคนละ 3,000 บาท ต้องขอขอบคุณท่านพิริยะ ฉันทะดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และ ผศ.ดร.วีระศักดิ์ วิศาลาภรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ที่ให้การสนับสนุนและมอบโอวาท ให้กำลังใจเป็นอย่างดี ขอขอบคุณ กองทุนผ้าป่าเพื่อการศึกษาและกีฬาโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี, ชมรมผู้ปกครองครูและนักเรียนโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี, คุณเอก ปทุมรัตน์ บริษัทเฟื่องชาญ จำกัด และ คุณวัชรพงษ์ ไวชมภู หจก.สปอร์ตเซิร์ชชิ่ง และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ชม เชียร์นักกีฬาของเรามาโดยตลอด การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นับเป็นการสร้างบันดาลใจให้กับนักเรียนลูก ๆ ของเราในการที่เห็นพี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ประสบความสำเร็จ และมีแรงผลักดันอยากให้เขาประสบความสำเร็จเหมือนกับตัวอย่างที่ดีนี้” อาจารย์สมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเปิดเผย

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • ม.กรุงเทพธนบุรี ก้าวสู่เวทีโลก รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

    ม.กรุงเทพธนบุรี ก้าวสู่เวทีโลก รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ก้าวสู่เวทีโลก รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ด้าน Learning Experience: Teaching

    ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เข้าร่วมพิธีรับรางวัล QS Stars Ratings อย่างเป็นทางการ ในงาน QS Higher Ed Summit: Asia Pacific 2025 จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในด้านการเรียนการสอน (Teaching) ที่มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินในระดับ 5 ดาว จากสถาบันจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโลก QS (Quacquarelli Symonds)

    ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล กล่าวว่า“มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมการสอน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อสร้าง ‘ผู้เรียนแห่งอนาคต’ ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ กีฬา และทักษะชีวิต”

    การได้รับรางวัล QS Stars ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า BTU ไม่เพียงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย แต่ยังสามารถก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมเผชิญความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

     

    #QSHigherEdSummit #BTU
    #TeachingExcellence #QSStars
    #มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • มกธ. จัดพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    มกธ. จัดพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) จัดพิธีถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สํานักอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จัดพิธีถวายความอาลัย และแสดงความจงรักภักดีเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธี นำคณะผู้บริหาร ได้แก่ ท่านรองอธิการบดี คณบดี และผู้อำนวยการสำนักต่างๆ ตลอดจนบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกันในชุดสุภาพสีดำ เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและประเทศชาติตลอดมา

    การจัดพิธีถวายความอาลัยในวันนี้ จึงเป็นการรวมใจของชาวมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ที่จะน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้ และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะ สืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน ในการสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างสรรค์สังคมตามแนวทางแห่งความผาสุกและความยั่งยืนที่พระองค์ได้ทรงวางรากฐานไว้ จึงตั้งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานแห่งความดีงามและทำนุบำรุงประเทศชาติสืบไป


    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • อักษรฯ จุฬาฯ เปิดสอนรายวิชา “Dracula and Modern Culture” จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

    อักษรฯ จุฬาฯ เปิดสอนรายวิชา “Dracula and Modern Culture” จากวรรณกรรมสยองขวัญสู่กระจกสะท้อนวัฒนธรรมร่วมใหม่

    แห่งแรกในไทย หลักสูตร BALAC อักษรฯ จุฬาฯ เปิดรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ฝึกนิสิตเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ วิเคราะห์วรรณกรรมกอทิกเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมสมัยใหม่ นิสิตสนใจสมัครกว่า 300 คน แต่รับได้เพียง 120 คนต่อปี

     

    ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้มากกว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เน้นเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงความรู้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้าสู่บริบทของชีวิตจริง ด้วยการเปิดรายวิชาที่แปลกใหม่ ท้าทายความคิด และกระตุ้นการเรียนรู้ อย่างเช่น “Dracula and Modern Culture” ภายใต้หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่รู้จักในนาม BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture)

     

    รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวสยองขวัญและตำนานแวมไพร์ เป็นประตูบานใหญ่ที่นำพาผู้เรียนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทฤษฎีเพศ ชาติพันธุ์วรรณา ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย รายวิชานี้ไม่เพียงสอนให้นิสิตรู้จักนวนิยายคลาสสิกของแบรม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ถอดรหัสสัญลักษณ์แห่งความกลัว ความปรารถนา และความเป็นผู้อื่น ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

     

    หลักสูตร BALAC มุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความใฝ่รู้ และความตระหนักรู้ต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม ตลอดจนความเข้าใจลึกซึ้งในศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC กล่าว

    image-4-1536x1023.png

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภรณี สิงห์เปลี่ยม ผู้อำนวยการหลักสูตร BALAC

     

    นอกจาก Dracula and Modern Culture หลักสูตร BALAC ยังมีรายวิชาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Everyday Life Culture, Gender and Queering the Media, Postcolonial Cultures, Cultures and Narratives “แต่ละวิชาในหลักสูตรล้วนถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการคิดเชิงวิพากษ์และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน เพื่อพัฒนานิสิตให้เป็นผู้ที่มีความคิด

    image-2.png

    BALAC: หลักสูตรบุกเบิกการศึกษาวัฒนธรรมแห่งแรกของไทย

    หลักสูตร BALAC เปิดการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2551 และยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะหลักสูตรด้านการศึกษาวัฒนธรรม (Cultural Studies) แห่งแรกของประเทศไทย จนปัจจุบันเป็นปีที่ 17 แล้ว โดยในแต่ละปีมีนิสิตสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     

    หลักสูตรของเราเปิดรับนิสิตปีละ 2 รอบ คือ รอบ Early Admission 90 คน รอบ Admission 30 คน และรอบ Non-Thai อีก 2 รอบ รวมกัน 12 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 132 คนต่อปี กลับมีผู้สมัครเกินกว่า 300 คน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยต้องการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิม”

     

    ผศ.ดร.ภรณี กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้หลักสูตร BALAC โดดเด่นคือการออกแบบหลักสูตรที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้นิสิตสามารถเลือกเรียนตามความสนใจใน 3 แนวทาง (Concentrations) ได้แก่ Global Cultures Concentration, Media Cultures Concentration และ Foreign Language Concentration โดยนิสิตจะต้องเรียนรายวิชาใน Concentration ที่เลือกให้ครบ 24 หน่วยกิต หรือ 8 รายวิชา จึงจะสำเร็จ Concentration นั้น ๆ ได้

     

    บัณฑิตจากหลักสูตร BALAC สามารถต่อยอดความรู้ไปสู่อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งานด้านการศึกษา งานสื่อสารมวลชน รวมถึงงานด้านการตลาด ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และความเข้าใจในบริบททางสังคมที่หลักสูตรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก” ผศ.ดร.ภรณี อธิบายถึงเส้นทางอาชีพของบัณฑิต

     

    นอกจากนี้ หลักสูตร BALAC ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อาทิ Waseda University ประเทศญี่ปุ่น และ University of Queensland ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้รูปแบบ Double Degree Program และในอนาคต หลักสูตรมีแผนที่จะขยายความเป็นนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางวิชาการและวิชาชีพให้แก่นิสิตอย่างรอบด้าน หลักสูตรยังมีรายวิชา Internship สำหรับนิสิตที่ต้องการฝึกงาน โดยสามารถนับหน่วยกิตเป็นส่วนหนึ่งของการสำเร็จการศึกษาได้อีกด้วย

     

    ผู้เชี่ยวชาญด้านกอทิกผู้ถอดรหัสความมืดมิด

    รายวิชา Dracula and Modern Culture เปิดสอนครั้งแรกในปี 2562 โดย Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา) ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญจากประเทศที่เป็นต้นกำเนิดตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker ในการสร้างสรรค์ผลงานคลาสสิก Dracula

     

    ตอนที่เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่ในปี 2561 เห็นรายวิชา Dracula ในร่างหลักสูตรใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่ยังไม่มีผู้สอน ก็ตื่นเต้นมากเพราะตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิก และ Dracula ซึ่งตรงกับรายวิชานี้พอดี”

     

    Dr. Ancuta เรียกตัวเองว่า “Gothicist”มีความสนใจและเชี่ยวชาญด้าน Cultural Studies (การศึกษาทางวัฒนธรรม) โดยเบื้องต้นเริ่มจากการเรียนวรรณกรรม จากนั้นก็ขยับไปสู่ภาพยนตร์ อาจารย์เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเกี่ยวกับเรื่องผี และเรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับกอทิกและความสยองขวัญ นอกจากนั้น อาจารย์ยังเขียนหนังสือ Where Angels Fear to Hover: Between the Gothic Disease and the Metaphysics of Horror (2548) และมีผลงานวิจัยที่ครอบคลุมบริบทสหวิทยาการของศิลปะกอทิก และสยองขวัญร่วมสมัย ตั้งแต่นิยายยอดนิยม ภาพยนตร์และวิดีโอ มัลติมีเดียและศิลปะการแสดง ละครเวที ดนตรีและการเต้นรำ การ์ตูนและนิยายภาพ ไปจนถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตทางเลือก ในช่วงหลัง ๆ Dr. Ancuta สนใจผี แวมไพร์ และความลึกลับในเอเชียด้วย โดยเน้นไปที่ Asian Gothic และ Asian Horror

     

    image-3-1022x1536.png

    Dr. Katarzyna Ancuta (คาตาร์ซินา อันคูตา)

    ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมกอทิกและความสยองขวัญ

    เจาะใจ Dracula เข้าใจมนุษย์และสังคม

    แดร็กคูลา” เป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงฟื้นฟูวรรณกรรมกอทิกในศตวรรษที่ 19 (ปี 2440) กว่าศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกตีความในหลายแง่มุม ซึ่งในรายวิชา “Dracula and Modern Culture” นิสิตก็จะได้อ่านวรรณกรรมและวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยและทฤษฎีทางสังคม

     

    รายวิชานี้เป็นเวอร์ชันปฏิบัติของวิชาการศึกษาวัฒนธรรมเบื้องต้น ในชั้นปีที่ 1 นิสิตหลักสูตร BALAC จะเรียนวิชา Introduction to Cultural Studies ซึ่งจะช่วยให้นิสิตคุ้นเคยกับทฤษฎีและแนวคิดต่าง ๆ ในการศึกษาวัฒนธรรม แต่เป็นวิชาที่หนัก ทฤษฎีเยอะและยาก พอมาเรียนวิชา Dracula นิสิตจะได้กลับมาทบทวนแนวคิดเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของ “แวมไพร์” ซึ่งทำให้สนุกขึ้น เข้าใจง่ายขึ้นและน่าสนใจ”

     

    Dr. Ancuta กล่าวว่าเนื้อหาของรายวิชา “Dracula and Modern Culture” ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของแวมไพร์ในวัฒนธรรมมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนปัจจุบัน

     

    การเรียนเริ่มจากมองแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตในตำนานพื้นบ้าน (folklore) ในอดีตผู้คนเชื่อว่าแวมไพร์มีอยู่จริง ในประเทศโรมาเนียมีสุสานแวมไพร์ มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องนี้ การเรียนรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้เป็นเรื่องแฟนตาซี แต่เป็นความเชื่อที่ฝังลึกในวัฒนธรรมมนุษย์ จะช่วยให้นิสิตเข้าใจบริบททางสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” Dr. Ancuta อธิบาย

     

    ถอดรหัสแวมไพร์ผ่านทฤษฎีสังคมศาสตร์ : เพศ ชนชั้น และชาติพันธุ์

    Dr. Ancuta กล่าวว่าจุดเด่นของรายวิชาอยู่ที่การวิเคราะห์ Dracula ผ่านเลนส์ของทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ชนชั้น (class) และชาติพันธุ์ (race)

     

    แวมไพร์เป็นมากกว่าสัตว์ประหลาดในนิยาย แต่สัตว์ประหลาดเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรม (cultural constructs)” Dr. Ancuta กล่าวและอธิบายว่ารายวิชานี้ใช้ “สัตว์ประหลาด” (monsters) เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม “เราสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากลัว ไม่ใช่แค่ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสังคม“

     

    Dr. Ancuta ยกตัวอย่างการศึกษาเรื่อง “แวมไพร์หญิง” และ monstrous feminine โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดสตรีนิยม ทฤษฎีเพศนิยม การเมืองเพศ มาตรฐานเพศ (gender norms) และภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงผู้หญิงกับความชั่วร้าย

     

    ทำไมใน Dracula มีตัวละครหญิงไม่มาก ทำไมสัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง” Dr. Ancuta ตั้งคำถามชวนคิด “ในสังคมชายเป็นใหญ่ (patriarchal society) สัตว์ประหลาดมักเป็นผู้หญิง ผีในเอเชียมักเป็นผีผู้หญิง เพราะตัวละครเหล่านี้ถูกใช้สอนให้ผู้หญิงเชื่อฟัง และถ้าเป็นหญิงที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกถอดเป็นภาพที่ดูน่าขยะแขยง น่ากลัว เป็นสิ่งแปลกปลอม ซึ่งถ้ามีการถอดรหัสออกมา สัตว์ประหลาดจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องความหลากหลาย (diversity) เพศ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ผู้อพยพ ฯลฯ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ เพราะบางครั้งเราต้องการสัตว์ประหลาด เพื่อให้เรามีที่ระบาย”

     

    การเรียนรายวิชา Dracula ยังสามารถเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและเชื้อชาติ Dr. Ancuta ให้นิสิตชมและวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu (2567) ซึ่งมีโทนการต่อต้านชาวยิวแฝงอยู่ (antisemitism) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาแนวความคิดที่เชื่อมโยงลักษณะหน้าตาของ Dracula กับทฤษฎีอาชญวิทยา (criminal anthropology) ของ Cesare Lombroso ที่พยายามอธิบายว่าอาชญากรสามารถระบุได้จากลักษณะภายนอก ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางสังคม

    แวมไพร์ข้ามพรมแดนใน Pop Culture

    ภาพลักษณ์แวมไพร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากยุคสมัยที่วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

     

    เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักแดร็กคูลาเท่าแวมไพร์ในหนังเรื่อง Twilight ซึ่งภาพลักษณ์อาจไม่ได้น่ากลัว แต่กลายเป็นตัวละครที่ทุกคนเอาใจช่วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเป็นแวมไพร์ที่น่ากลัว กลายเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา” Dr. Ancuta กล่าว

    ปัจจุบัน แวมไพร์เข้าไปอยู่ในละคร ซีรีส์ เรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ มากมาย แสดงว่าในวันนี้เรายอมรับและเห็นใจสัตว์ประหลาดมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคม ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการยอมรับ “ความเป็นอื่น” (otherness) มากขึ้น”

     

    Dr. Ancuta กล่าวเพิ่มเติมว่ารายวิชานี้มีความเป็นสากลและเกี่ยวข้องกับบริบทเอเชียด้วย นิสิตจะได้วิเคราะห์ภาพลักษณ์ข้ามชาติ (transnational) ของแวมไพร์ โดยดูว่าแวมไพร์ในสื่อที่ไม่ใช่ตะวันตก เช่น ภาพยนตร์เกาหลี อนิเมะญี่ปุ่น มีลักษณะอย่างไรและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างไร

     

    ยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในตำนานของเอเชีย เช่น คูมิโฮ (kumiho) จากเกาหลี ในตอนแรกอาจไม่มีอะไรเหมือนแวมไพร์เลย แต่ในงานเขียนสมัยหลัง รูปลักษณ์อาจถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนแวมไพร์ เช่น ดื่มเลือด” Dr. Ancuta อธิบายถึงกระบวนการที่เรียกว่า “vampirization” (การทำให้เป็นแวมไพร์)

     

    ในบริบทไทยอาจไม่มีแวมไพร์แบบที่เป็นสากล แต่ “ผีไทย” ก็มีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากกระบวนการทำให้เป็นแวมไพร์ (vampirized)

     

    ผีไทยกินไส้ กินขี้ไคล ไม่ได้ดูดเลือดแบบแวมไพร์ แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียง คนเลยมักบอกว่า ‘เหมือนแวมไพร์’ แต่ไม่ใช่แวมไพร์ การเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้นิสิตเห็นความเป็นสากลของแนวคิดเรื่องสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าแต่ละวัฒนธรรมมีวิธีการแสดงออกถึงความกลัวและความเชื่อที่แตกต่างกันไป”

    การเรียนรายวิชา Dracula ในยุค AI

    แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนและการประเมินผล แต่สำหรับรายวิชานี้ Dr. Ancuta เน้นให้นิสิตลดการพึ่งพา AI และกลับมาฝึกฝนทักษะภายในของตัวเอง

     

    การมอบหมายงานให้นิสิตในยุค AI จึงต้องคิดงานที่ไม่ให้นิสิตนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้วิธีคิดเอง ดังนั้นการเรียนจะต้องตัดงานเรียงความ (essay) แบบดั้งเดิมออก แต่จะเน้นการวิเคราะห์แทน ส่วนการประเมินผลก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะเน้นงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ด้วยความที่แวมไพร์ “ยังไม่มีองค์ความรู้ตายตัวแบบวิชาอื่น” จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้เรียนต้องพึ่งการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง” 

    Dr.Ancuta กล่าวด้วยความภูมิใจว่ารายวิชา “Dracula and Modern Culture” เป็นหนึ่งในรายวิชาที่ดึงดูดผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตร BALAC ความนิยมในรายวิชานี้สะท้อนว่าการออกแบบหลักสูตรที่กล้าแตกต่างและมีเอกลักษณ์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม และการใช้แวมไพร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวัฒนธรรม ไม่เพียงทำให้เนื้อหาน่าสนใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังช่วยให้นิสิตเห็นว่าการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องและมีความหมายในโลกร่วมสมัยอย่างไร

    เมื่อ Dracula ก้าวออกจากเงามืด สู่ห้องเรียนที่จุฬาฯ เขาไม่ได้มาเพื่อดูดเลือด แต่มาเพื่อส่องสว่างให้นิสิตเห็นถึงความซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ความกลัว ความปรารถนา และความหวังของเรา ท้ายที่สุดแล้ว แวมไพร์ที่เราศึกษาไม่ใช่สัตว์ประหลาดจากนิยาย แต่คือสิ่งสะท้อนกลับมาจากกระจกเงาของวัฒนธรรม

     

    สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตร BALAC หรือต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับรายวิชา Dracula and Modern Culture สามารถติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์หลักสูตร BALAC คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.arts.chula.ac.th/balac/ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://asiangothic.houseoftoyols.com เพื่อสำรวจโลกแห่งแวมไพร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่น่าสนใจ

     

    อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/265132/

  • นิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี ร่วมกับ มูลนิธิทรัพย์ปัญญา กองทัพเรือ และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ มอบรางวัลประกวดเรียงความ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น”

    นิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี ร่วมกับ มูลนิธิทรัพย์ปัญญา กองทัพเรือ และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ มอบรางวัลประกวดเรียงความ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น”

     

    คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ร่วมกับ มูลนิธิทรัพย์ปัญญา กองทัพเรือ และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดเรียงความหัวข้อ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงออกถึงมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการต่ออนาคตของประเทศ ภายในงานมีผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ปกครองเข้าร่วมอย่างอบอุ่น ณ สตูดิโอ 1 คณะนิเทศศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    การประกวดในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา และประถมศึกษา มีผู้สมัครเข้าร่วมการประกวดรวมทั้งสิ้น 510 คน โดยแบ่งออกเป็น ระดับอุดมศึกษา จำนวน 255 คน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 211 คน และ ระดับประถมศึกษา จำนวน 44 คน ผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมดได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี ได้แก่ ผศ.ดร.พนม วรรณศิริ อาจารย์ดร.กฤติญา กวีจารุกรณ์ อาจารย์ดาราวรรณ เกตวัลห์ และคุณเพชรลดา เฟื่องอักษร คณะกรรมการทุกท่านได้ร่วมกันคัดเลือกผลงานที่มีความโดดเด่นทั้งด้านเนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ภาษา เพื่อมอบรางวัลในวันนี้ โดยรางวัลที่ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ระดับ รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 84,000 บาท การจัดงานครั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่พิธีมอบรางวัลผู้เข้าร่วมงานทุกท่านได้ร่วมแสดงความเคารพและไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีนีพันปีหลวง ด้วยการร่วมยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้เป็นเวลาหนึ่งนาที

    หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่พิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการโดยได้รับเกียรติจาก คุณณัฐภัทร สุขแดง ประธานมูลนิธิทรัพย์ปัญญา กล่าวเปิดงาน “โครงการนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงออกถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดจินตนาการและมุมมองต่ออนาคตของประเทศ ผ่านงานเขียนที่สะท้อนความหวัง ความเชื่อมั่น และความรักในผืนแผ่นดินไทย เพราะเราเชื่อว่า ความฝันของเยาวชนในวันนี้ คือพลังขับเคลื่อนอนาคตของชาติในวันข้างหน้า ขอชื่นชมผู้เข้าร่วมประกวดทุกคนที่ตั้งใจและทุ่มเทในการเขียนเรียงความอย่างเต็มที่ ผลงานทุกชิ้นไม่เพียงแสดงถึงความสามารถทางภาษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงหัวใจที่รักชาติ และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอนาคตของประเทศไทย” และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนโครงการสร้างสรรค์ รวมถึงคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ครู และผู้ปกครองที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเยาวชนทุกคน

    ทางด้าน พลเรือตรี วิพันธุ์ ชมะโชติ อดีตเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ผู้แทนกองทัพเรือ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนเรียงความว่า “การเขียนเรียงความเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนได้ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล และรู้จักมองอนาคตด้วยความหวัง การส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้จึงเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ และถ่ายทอดมุมมองของตนเองต่ออนาคตของประเทศ ถือเป็นการปลูกฝังพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และความรักชาติในหัวใจของคนรุ่นใหม่ การเขียนเรียงความไม่เพียงเป็นการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนกล้าที่จะฝันและลงมือทำ เพื่อร่วมกันพัฒนา “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” ให้เกิดขึ้นจริง”

    ส่วน ดร.พัฑฒิ บุณยสุขานนท์ ผู้จัดการส่วนปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสาธารณะ จากบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GPSC ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนเวทีสร้างสรรค์ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพทางความคิดและจินตนาการ ผ่านการเขียนเรียงความที่สะท้อนอนาคตประเทศไทยในมุมมองของคนรุ่นใหม่ เพราะพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์คือพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ความยั่งยืนของประเทศ”

    สำหรับผลการประกวดการเขียนเรียงความ หัวข้อ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” มีรายนาม ดังต่อไปนี้

    ระดับประถมศึกษา
    รางวัลชนะเลิศ เด็กหญิงกัญญาภรณ์ คงวิสัย โรงเรียนวชิรนิติโสภณเพื่อการกุศล จังหวัดกำแพงเพชร
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เด็กชายจิรณัฐ พงษสุวรรณ โรงเรียนบ้านซับสิงโต จังหวัดสระแก้ว
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เด็กหญิงณัฐนิชา อุทา โรงเรียนถนนสุรนารายณ์ (คุรุรัฐประชาสรรค์) จังหวัดนครราชสีมา

    ระดับมัธยมศึกษา
    รางวัลชนะเลิศ นายณฐกร ตันเจริญ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดเพชรบุรี
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นายณัฏฐพล กาญจนสุคนธ์ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นายเนติธร คำชด โรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์

    ระดับอุดมศึกษา
    รางวัลชนะเลิศ นางสาวสิริทิพย์ จันทร์แก้ว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นางสาวพิมพ์ผกา มาสชิวหะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จังหวัดนครศรีธรรมราช
    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นางสาวพิชญ์สินี พลพุฒ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จังหวัดชลบุรี

    ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลการประกวดเรียงความมีจำนวนทั้งสิ้น 9 ท่าน แต่สามารถมารับด้วยตนเองจำนวน 7 ท่าน ซึ่งไม่สามารถมารับรางวัลด้วยตนเอง 2 ท่าน ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นางสาวพิมพ์ผกา มาสชิวหะ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นนักศึกษาพิการทางด้านการเคลื่อนไหวจึงเป็นเหตุให้ไม่สะดวกมารับด้วยตนเอง และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นายเนติธร คำชด โรงเรียนวิทยานุกูลนารี จังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่สามารถมารับด้วยตนเองได้เนื่องจากบิดาป่วยกระทันหัน

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจจากเยาวชนที่เข้ารับรางวัลครูผู้สอน และผู้ปกครอง ช่วงที่สร้างความรู้สึกประทับใจให้กับทุกคนคือช่วงพูดคุยบนเวทีเพื่อให้ผู้รับรางวัลแต่ละระดับได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเรียงความหัวข้อ “ประเทศไทยในอนาคตที่ฉันฝันเห็น” ซึ่งนักเรียน นักศึกษาได้แสดงทัศนะของตนเองอย่างลึกซึ้ง พร้อมพิธีมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดในแต่ละระดับ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น มูลนิธิทรัพย์ปัญญา และหน่วยงานพันธมิตร มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์ “ประเทศไทยในอนาคตที่เราทุกคนฝันเห็น” ร่วมกัน

    ท้ายสุดนี้ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน และขออวยพรให้เยาวชนทุกคนจงรักษาความฝันและความตั้งใจดีงามนี้ไว้ และใช้พลังแห่งความรู้ คุณธรรม และความเสียสละในการสร้างสรรค์ประเทศไทยให้ก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืนสืบไป

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • Emperor penguin รวมรุ่นศิษย์เก่านักบาสฯ อัสสัมชัญ คว้าที่ 3 บาสเกตบอล ถ้วย ค.

    Emperor penguin รวมรุ่นศิษย์เก่านักบาสฯ อัสสัมชัญ คว้าที่ 3 บาสเกตบอล ถ้วย ค.

                  Emperor penguin รวมพลศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ เอาชนะ ทีมรวมมิตร รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 การแข่งขันบาสเกตบอล ธ.ก.ส. ชิงชนะเลิศ ประเภท ค ประจำปี 2568 เตรียมโดดขึ้นไปเล่นถ้วย ข. ปีหน้า (2569) งานนี้คุมทีมโดย มาสเซอร์ธงไชย มุขพันธ์  และมาสเซอร์ภูริพันธ์ โชติหิรัญธนนนท์ ซึ่งได้ผู้เล่นบาสเกตบอลที่จบโรงเรียนอัสสัมชัญไปหลายคนกลับมาร่วมทีม อาทิ ฝาแฝด บิ๊ก-บูม, ฟลุ๊ค, ปาล์ม ฯลฯ และสามารถการเอาชนะ ทีมรวมมิตร ในรอบชิงที่ 3 มาด้วยสกอร์ 79-71 ส่วนแชมป์ตกเป็นของทีม TUxCCC ที่เอาชนะ NBTC ไปด้วยสกอร์ 89-53
    ผลการแข่งขันบาสเกตบอล ธ.ก.ส. ประเภท ค ประจำปี 2568🏀
    💚BAAC DIVISION C FINALS STANDING🔥
    ⛹️ประเภททีมชาย
    🏆ชนะเลิศ – TU x CCC🥇
    🥈รองชนะเลิศอันดับที่ 1 – NBTC
    🥉รองชนะเลิศอันดับที่ 2 – EMPEROR PENGUIN
    🏅รองชนะเลิศอันดับที่ 3 – RAUMMITR
    ⛹️‍♀️ประเภททีมหญิง
    🏆ชนะเลิศ – สิรินธรราชวิทยาลัย – ศิลปากร🥇
    🥈รองชนะเลิศอันดับที่ 1 – มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ TNSU
    🥉รองชนะเลิศอันดับที่ 2 – CT SRIPATUM
    🏅รองชนะเลิศอันดับที่ 3 – DECHA GIRLS 20+
    เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ของทีม Emperor penguin ต้องยกนิ้วให้ คุณพ่อชูชาติ และคุณแม่จันทร์เพ็ญ ปรีชาติวงศ์ ที่คอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนปัจจุบัน ปาล์ม-ชวิศ ปรีชาติวงศ์ นอกจากจะเปิดสอนบาสเกตบอล Penguin Hoops Academy  ที่ Pixel Sport Club พระราม 3  และยังเปิดขายเสื้อผ้าเกี่ยวกับบาสเกตบอลที่เพจ 3Times.Official จนได้จัดการแข่งขันบาสเกตบอล 3Times Basketball League 2025 (U14) ระหว่างวันที่ 1 – 16 พ.ย.2568 ณ สนามบาสเกตบอล โรงเรียนวัดราชบพิธ
                   

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • มหาวิทยาลัยรังสิต มอบรางวัล “วีรบุรุษสุริยเทพ” แด่ พลโทบุญสิน พาดกลาง

    มหาวิทยาลัยรังสิต มอบรางวัล “วีรบุรุษสุริยเทพ” แด่ พลโทบุญสิน พาดกลาง

     

    ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต มอบรางวัล “วีรบุรุษสุริยเทพ” แด่ พลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 โดยรางวัลดังกล่าวมอบแด่ผู้ที่มีคุณธรรม ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณของผู้นำเพื่อส่วนรวม เป็นสัญลักษณ์ของ “นักรบแห่งความจริง” และ “ผู้นำผู้กล้าหาญเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” นอกจากนี้ ภายในงานมีการสัมมนาวิชาการ เหลียวหลัง แลหน้าปัญหาไทย-กัมพูชา โดยมีประชาชนเข้าร่วมงานและรับฟังสัมมนาวิชาการจำนวนมาก ณ ห้อง 1-301 ชั้น อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต

     

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • นักวิชาการจีน-นานาชาติร่วมเวทีเสวนาข้ามวัฒนธรรม ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน สืบสานมรดกคำสอนปรัชญาเมธีจูซี

    นักวิชาการจีน-นานาชาติร่วมเวทีเสวนาข้ามวัฒนธรรม ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน สืบสานมรดกคำสอนปรัชญาเมธีจูซี

    คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

    หนานผิง จีน, 27 ต.ค. 2568 /ซินหัว-เอเชียเน็ท/ดาต้าเซ็ต

    สถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (CASS) ร่วมกับสหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน จัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi’s Philosophy and Dialogue of Global Civilization) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ภายใต้หัวข้อ “สืบสานคุณค่าร่วมสมัยของวัฒนธรรมจูซี ส่งเสริมการเรียนรู้และการเติบโตร่วมกันของอารยธรรมโลก” โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเกือบ 200 คน จาก 51 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วม

    ซิโมนา-มิเรลา มิคูเลสคู ประธานการประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ครั้งที่ 42 ได้ส่งสารผ่านวิดีโอ ระบุว่า จูซีเขียนไว้ในคัมภีร์จตุรปกรณ์ (The Four Books ) ว่า “การรักษาสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น” ถ้อยคำของจูซีเตือนใจเราว่า การอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นแล้วคงอยู่ตลอดไป แต่ต้องอาศัยการทบทวนและการสื่อสารเพื่อฟื้นฟูหรือสร้างใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบัน ภูมิปัญญาแห่งความสมดุลของท่านกลับลึกซึ้งยิ่งกว่าเคย

    หลิน ซ่างหลี่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่า อุดมการณ์ทางการเมืองที่จูซีนำเสนอไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการออกแบบเชิงสถาบันเท่านั้น แต่เป็นระบบธรรมาภิบาลทางสังคมที่มีระเบียบทางศีลธรรมเป็นศูนย์กลาง ในสังคมจีนร่วมสมัย การปรับปรุงธรรมาภิบาลให้ทันสมัยนั้นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความรับผิดชอบต่อจริยธรรมทางสังคม ประโยชน์ส่วนรวม และหลักการสากล ซึ่งแนวคิดของจูซีถือเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่สำคัญสำหรับสนับสนุนและชี้นำกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่นี้

    การแสดงทางวัฒนธรรม “Moon over Wuyi” ซึ่งจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ในยามเย็นของวันที่ 18 ตุลาคม สร้างความประทับใจให้แก่แขกทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก วิลเลียม เอ็น. บราวน์ นักวิชาการชาวอเมริกัน กล่าวว่า การแสดงนี้ “เหนือจินตนาการ” โดยการใช้ศิลปะตีความแนวคิดทางปรัชญา พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำเร็จของหนานผิงในการอนุรักษ์และสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรม

    ในระหว่างการเยือนหนานผิงเพื่อเข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นักวิชาการทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติต่างยกย่องความทุ่มเทพยายามในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมจูซีของหนานผิง ศาสตราจารย์คิม ซี จอง จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชุงนัม ประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า การบูรณะ Hanquan Jing She ซึ่งเป็นสถานที่ที่จูซีเคยใช้ชีวิตและสอนหนังสือ และเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่วัฒนธรรมสาธารณะของเมืองหนานผิงนั้น เป็น “ตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม” ด้านบาลี ราม ดีพัก จากอินเดีย เผยความตั้งใจที่จะแปลงานของจูซีเป็นภาษาท้องถิ่นและแนะนำผลงานเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักในประเทศบ้านเกิดของเขา “เพื่อให้ชาวอินเดียจำนวนมากขึ้นได้เข้าใจหลักปรัชญาของวัฒนธรรมจูซี”

    ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การสืบทอดและการสร้างสรรค์วัฒนธรรมจูซีของเมืองหนานผิงสะท้อนความสำเร็จของการปฏิบัติในระดับท้องถิ่น และนำเสนอประสบการณ์จริงเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอารยธรรมที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมจูซีไม่ได้เป็นเพียงของจีนเท่านั้น แต่หากยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมการเสวนาระหว่างอารยธรรมทั่วโลกอีกด้วย

    ที่มา: คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย