Author: ผู้ดูแลระบบ

  • “BTU ปาร์ตี้ชุดนอน” สุดชิค! รวมรุ่นพี่น้องหอ สร้างมิตรภาพ สนุก เสริมความรู้รับเปิดเทอมใหม่

    “BTU ปาร์ตี้ชุดนอน” สุดชิค! รวมรุ่นพี่น้องหอ สร้างมิตรภาพ สนุก เสริมความรู้รับเปิดเทอมใหม่

     

    ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) มอบนโยบายการจัดกิจกรรมนักศึกษาในด้านต่าง ๆ โดยกระตุ้นให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมความรักสมัครสมานสามัคคีร่วมกันระหว่างนักศึกษาทุกระดับทุกชั้นปี และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาด้วย

    จากความสำคัญตามนโยบายดังกล่าว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จึงจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ “BTU ปาร์ตี้ชุดนอน” หรือกิจกรรมปาร์ตี้สำหรับนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยฯ เพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เกียรติกล่าวต้อนรับนักศึกษา พร้อมให้ข้อแนะนำศิลปะการใช้ชีวิต และเทคนิคการเรียนอย่างมีความสุขภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    นอกจากนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบของหอพักนักศึกษา แนะนำอาจารย์ประจำหอพักนักศึกษา และแนะนำด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    การจัดกิจกรรม “BTU ปาร์ตี้ชุดนอน” ดังกล่าว มีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุนทรียภาพให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมอย่างสนุกสนาน และให้สาระความรู้ เช่น การแข่งขันแดนซ์สุดมัน การแข่งขันแต่งกายในธีมชุดนอน กิจกรรมนันทนาการ การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากวงดนตรี “ทวีวัฒนาบันเทิงศิลป์” ของคณะดุริยางคศาสตร์ เป็นต้น

    ในการนี้มี ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีเข้าร่วมสนุกสนานในกิจกรรมดังกล่าวอย่างคับคั่ง พร้อมทั้งมีศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดงมาร่วมสร้างความบันเทิงให้ความสนุกสนานแก่นักศึกษาด้วย อาทิ อาจารย์ ดร.วโรดม ศิริสุข (ชายแฮ็คส์) เอ๋-ดวงพร แน่งน้อย เล้ง-ณัฐพล นิลดอนหวาย แสตมป์-พรวศิน เรืองนุกูล เป็นต้น ณ ศูนย์ปฏิบัติการ การโรงแรมและการท่องเที่ยว ชั้น 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • อธิการบดีนำทีมกรรมการส่งเสริมฯ สวนสุนันทา เยี่ยมชมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำ เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่มาตรฐานโลก

    อธิการบดีนำทีมกรรมการส่งเสริมฯ สวนสุนันทา เยี่ยมชมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำ เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่มาตรฐานโลก

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นำโดย รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดี พร้อมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย เดินทางเยือนโรงเรียนนานาชาติ Qingdao No.1 International School of Shandong Province (QISS) และ Qingdao University of Science and Technology (QUST ) ณ เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และหารือแนวทางความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างสถาบัน


    การเยือนในครั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมีพันธกิจสนับสนุนกิจการมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ โดยในครั้งนี้ ดร.พันนภา รักสนิท ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ดร.สมชาย อัครเศรนี และ ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากร คณาจารย์จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งร่วมภารกิจครั้งสำคัญเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายและแนวคิดด้านการพัฒนาการศึกษาในระดับสากลด้วย


    การเยี่ยมชมโรงเรียน QISS ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยคณะผู้บริหารได้พาเยี่ยมชมกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบนานาชาติ ซึ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะบุคคลของนักเรียน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี กีฬา และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความสามารถเฉพาะตัวและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ผู้บริหารของ QISS นำโดย Director “Dr. Brian Brumsickle”  เปิดเผยว่า นักเรียนที่จบจากสถาบันแห่งนี้ทุกคนจะมีความสุขที่ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น มีความพร้อมมากขึ้น สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือประเทศแถบยุโรป ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล

    รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า “การได้มาเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้บริหารของ QISS ครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่า เพราะได้เห็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 ที่มหาวิทยาลัยเราตั้งเป้าไว้ การนำองค์ความรู้จาก QISS ไปปรับใช้ในบริบทของไทยจึงมีความเป็นไปได้สูง และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กรของเราทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย”

    บรรยากาศในการเยี่ยมชมเต็มไปด้วยมิตรภาพและความตั้งใจจริงในการสานต่อความร่วมมือทางวิชาการ โดยทั้งสองฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนแนวคิดที่จะนำไปสู่การจัดกิจกรรมร่วมกันในอนาคต ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนนักเรียน-ครู การพัฒนาหลักสูตร และการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

    แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับ QUST เมืองชิงเต่า

    ในช่วงบ่าย คณะของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ไปเยือน Qingdao University of Science and Technology เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษา พัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากล ในระดับอุดมศึกษา รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการจัดการศึกษาด้านต่าง ๆ


    ทางคณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยฝ่ายบริหารของ QUST นำโดยอธิการบดี Prof. Dr. Chen Kezheng พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะ คณะวิศวกรรมยางพารา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและเป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านยางพาราที่สำคัญที่สุดในประเทศจีน ทั้งยังมีการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยางและปิโตรเคมีระดับโลก

    QUST เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในด้านเคมี เทคโนโลยีวัสดุ และวิศวกรรมยาง มีความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ยุคอุตสาหกรรม 4.0


    ในโอกาสนี้ รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดี SSRU ได้กล่าวแนะนำจุดแข็งของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎอันดับ 1 ของประเทศจากการจัดอันดับของ Webometrics ถึง 21 สมัย  และมีชื่อเสียงด้านการจัดการศึกษาแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จบแล้วมีงานทำ พร้อมมีความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพเป็นจำนวนมาก  โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนครอบคลุมทั้งภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ  รวมถึงมีวิทยาเขตและศูนย์การศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น รวมถึงสถาบันวิจัยที่โดดเด่นระดับสากลที่เน้นการพัฒนานวัตกรรมและปรับหลักสูตรให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่อยู่ตลอดเวลา

    “การศึกษาดูงานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของสวนสุนันทาให้มีคุณภาพทัดเทียมระดับสากล เราได้รับความรู้ที่มีคุณค่าทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน เทคโนโลยี และการประยุกต์ใช้นวัตกรรม ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาองค์กรของเราได้อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ชุติกาญจน์กล่าว

    ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความสนใจร่วมมือในอนาคต ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร การวิจัยร่วม และการพัฒนาหลักสูตรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักศึกษาและบุคลากรของทั้งสองมหาวิทยาลัยได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

    การเยือนในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และบทบาทเชิงรุกของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เพื่อยกระดับการศึกษาของประเทศไทยในเวทีสากลต่อไป
    …..

    จุดเด่นของ Qingdao University of Science and Technology

    เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านคณะวิศวยางพารา (Polymer Engineering) และวิทยาศาสตร์วัสดุ โดยเฉพาะ Key Laboratory of Rubber-plastics และ Key Laboratory of Eco-chemical Engineering ของกระทรวงศึกษาธิการจีน

    มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน เริ่มต้นจาก Shenyang Light Industry Vocational School ที่ก่อตั้งในปี 1950 และได้รับการยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชา ปัจจุบันมี 4 วิทยาเขตใน Sifang, Laoshan, Gaomi และ Jinan

    เว็บไซต์ : https://en.qust.edu.cn/

    มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับที่ 45 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 2013 และเป็นสมาชิกของแผนการศึกษาวิศวกรรมระดับเยี่ยม (Excellence Plan for Engineering Education) ระดับชาติ

    ความโดดเด่นของโรงเรียน QISS
    โรงเรียนนานาชาติอันดับหนึ่งมณฑลซานตง (Qingdao No.1 International School of Shandong Province) เป็นโรงเรียนนานาชาติเอกชนที่ได้รับการรับรองจาก Western Association of Schools and Colleges (WASC) ตั้งแต่ปี 2007 ตั้งอยู่ในเขตเลาซาน เมืองชิงเต่า ท่ามกลางสายเขาเลาซานอันงดงาม

    โรงเรียนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 48,000 ตารางเมตร ให้บริการการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนอนุบาลถึงมัธยมปลาย (Pre-K ถึง Grade 12) สำหรับนักเรียนประมาณ 200 คน โดยใช้หลักสูตรอเมริกันที่เน้นมาตรฐาน Common Core และมีสิทธิ์จัดสอบ AP, PSAT และ SAT

    เว็บไซต์ : https://www.qiss.org.cn/

    …..

    มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา อันดับ 1 ถึง 21 สมัยของประเทศไทย

    มีความโดดเด่นในด้านการจัดอันดับคุณภาพระดับสากล โดยเฉพาะการครองแชมป์ อันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศจากการจัดอันดับ Webometrics ถึง 21 สมัยติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ การเผยแพร่องค์ความรู้ และความพร้อมในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาในโลกอนาคตอย่างแท้จริง

    มหาวิทยาลัยมี หลักสูตรการเรียนการสอนครบถ้วนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอก ครอบคลุมสาขาวิชาที่หลากหลายและตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านบริหารธุรกิจ นวัตกรรมดิจิทัล วิทยาศาสตร์สุขภาพ ศิลปกรรมศาสตร์ การออกแบบ เทคโนโลยี วิศวกรรม การศึกษา และอีกมากมาย โดยเนื้อหาหลักสูตรมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 และการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล พร้อมส่งเสริมให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริงผ่านโครงการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ที่สำคัญที่สุด นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา “จบแล้วมีงานทำ” ด้วยเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจและองค์กรพันธมิตรทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ มหาวิทยาลัยจึงสามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมใช้งาน และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนให้นักศึกษามีโอกาสฝึกงาน ฝึกอาชีพ และสร้างธุรกิจของตนเองตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย

    เว็บไซต์ : www.ssru.ac.th

    …..

    ก้าวสู่สากลกับ”โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา”

    มีชื่อเสียงและมีความโดดเด่นในด้านการจัดการเรียนการสอนอย่างรอบด้าน เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ภายใต้บรรยากาศทางการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ ภาษา และคุณธรรม จริยธรรม

    โรงเรียนมีจุดเด่นด้านการจัดหลักสูตรที่ทันสมัย โดยเฉพาะโครงการความเป็นเลิศทางภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ ที่กำลังตอบสนองโลกยุคใหม่ รวมทั้งการพัฒนาศาสตร์อื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในปัจจุบันและอนาคต

    เว็บไซต์ : http://sd.ssru.ac.th

  • วช. ร่วม ม.เกษตรศาสตร์ จัดถ่ายทอดองค์ความรู้ “มวยไทยในสถานศึกษา”

    วช. ร่วม ม.เกษตรศาสตร์ จัดถ่ายทอดองค์ความรู้ “มวยไทยในสถานศึกษา”

     

    ​               เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์กลางความรู้ศิลปะมวยไทยสู่ระดับโลก ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดถ่ายทอดองค์ความรู้ “มวยไทยในสถานศึกษา” ณ ห้องสัมมนา คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมีครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมจำนวน 104 คน จาก 56 โรงเรียนทั่วประเทศ

    ​นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดโครงการ โดยระบุว่า วช. ร่วมกับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ได้ให้ความสําคัญในการพัฒนากลไก เพื่อทําให้ประเทศไทยไปสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ จึงได้มีการสนับสนุนทุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ในสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งศูนย์กลางความรู้ศิลปะมวยไทยสู่ระดับโลก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่มีสําคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ด้านมวยไทย และการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย โดยบูรณาการศาสตร์และเครือข่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อนํานวัตกรรม เทคโนโลยี และเอกลักษณ์มวยไทย ไปเผยแพร่และถ่ายทอดไปสู่ระดับนานาชาติ และวันนี้ศูนย์ฯ ได้มีการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการจัดการเรียนการสอนมวยไทยในสถานศึกษา เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ ศิลปะมวยไทยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและส่งเสริมการเรียนการสอนมวยไทยในสถานศึกษาให้กับครูและอาจารย์ในสถาบันการศึกษาจากทั่วประเทศ จะนําไปสู่การขยายผลมวยไทยในสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป

    ​การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ในครั้งนี้ ได้นำเสนอผลการวิจัยด้านมวยไทย รูปแบบการจัดการเรียนการสอนมวยไทยในสถานศึกษา การวัดและประเมินผลมวยไทย การฝึกปฏิบัติทักษะพื้นฐาน การใช้หมัด เท้า เข่า ศอก และแม่ไม้มวยไทย การนำมวยไทยพัฒนากลไกการเคลื่อนของเด็ก และการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายด้วยมวยไทย โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรอมลี มะกาเจ เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ครูเพื่อนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้จัดกิจกรรมในสถานศึกษา

    ​การถ่ายทอดองค์ความรู้ “มวยไทยในสถานศึกษา” ครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ครูในสถานศึกษามีองค์ความรู้และหลักการสอนมวยไทยที่ถูกต้อง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเด็กไทยให้ได้เรียนรู้มวยไทย และร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานศิลปะมวยไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จัดงานปฐมนิเทศอย่างยิ่งใหญ่และอบอุ่น มีน้องนักกีฬาทีมชาติ มาต้อนรับน้อง ๆ เข้าสู่ครอบครัว BTU

    อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จัดงานปฐมนิเทศอย่างยิ่งใหญ่และอบอุ่น มีน้องนักกีฬาทีมชาติ มาต้อนรับน้อง ๆ เข้าสู่ครอบครัว BTU

     

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจัดงานปฐมนิเทศอย่างยิ่งใหญ่และอบอุ่นมีน้องนักกีฬาทีมชาติมาต้อนรับน้องๆอย่างหนาแน่น

    อธิการบดี มกธ. ปลื้มใจงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่มาล้นหอประชุม ต้อนรับเข้าสู่ครอบครัว BTU

               วันที่ 15 มิถุนายน 2568 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จัดพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2568 ณ อาคาร Bangkok Thonburi Hall โดย ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่นักศึกษาใหม่ว่า

                “…ครอบครัวเราและสถาบันในเครือในแต่ละปีมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวจำนวนมาก เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ดังนั้น การอยู่อย่างมีความสุขต้องอยู่ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นนักศึกษาก็ต้องศึกษาหาความรู้ และคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาของมหาวิทยาลัยฯ ก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีติดอันดับท็อปเท็นที่มีศาสตราจารย์มากที่สุดในประเทศไทย หมายถึง มหาวิทยาลัยฯ มีผู้ทรงคุณวุฒิมีคณาจารย์ที่จะดูแลนักศึกษา และพร้อมจะเป็นครอบครัวเดียวกันเสมือนเป็นคุณพ่อคุณแม่ เป็นพี่ เป็นผู้ที่จะชี้ทางอนาคตด้านการศึกษา และด้านการเรียนอย่างมีความสุข”

    กิจกรรมปฐมนิเทศดังกล่าวมี รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ อาจารย์พีระ จันทร ผู้อำนวยการสำนักกีฬา นำทีมแชมป์ 6 สมัย กีฬามหาวิทยารลัยแห่งประเทศไทย พร้อมกับ (ฉลามจัส) ดุลยวัต แก้วศรียงค์ นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย (โค้ชหญิง) สุธาสินี เสวตรบุตร นักกีฬาเทเบิล นายจอร์นนาซาน โบเดมาร นักกีฬาหมากกระดาน นายภูตะวัน โสภา นักกีฬาเซปักตะกร้อ นายธเนศ นิตุธร นักกีฬามวยไทย Soft Power และทัพนักกีฬากว่า 40 คน สร้างบรรยากาศของความภาคภูมิใจปรากฏชัดเจนที่ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแชมป์ถึง 6 สมัยติดต่อกัน

    ซึ่งภายในงานนี้ได้รวบรวมกิจกรรมต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนทั้ง 16 คณะ ในงานนี้ยังสะท้อนถึงความหลากหลายทางวิชาการของสถาบัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สาขาการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึงสาขาศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาโครงการศิลปิน ดารา และสื่อมวลชน นำโดย (ดี้) ปัทมา ปานทอง (เอ๋) ดวงพร แน่งน้อย และน้องกิ๊ฟ กมลพร ทองพล Miss Universe นครศรีธรรมราช นักศึกษาใหม่ป้ายแดง ปริญญาโท คณะ บริหารธุรกิจ

    รวมถึงนักศึกษาทั้งศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า และนักกีฬาทีมชาติซึ่งเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ ร่วมต้อนรับนักศึกษาใหม่อย่างคับคั่ง การจัดงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะในสาขาที่ตนเองสนใจซึ่งแต่ละคณะได้นำเสนอผลงานและความเชี่ยวชาญของตนเองผ่านกิจกรรมต่างๆ

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมุ่งมั่นที่จะเป็นบ้านหลังที่สองของนักศึกษาทุกคน ที่จะคอยดูแล สนับสนุน และพัฒนาให้น้องๆ เติบโตเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมก้าวออกไปสู่สังคมด้วยความมั่นใจและความภาคภูมิใจสืบต่อไป

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • ครุศาสตร์ ม.ราชภัฏธนบุรี แสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ยิ้มสกุล  ในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี ม.ราชภัฏธนบุรี

    ครุศาสตร์ ม.ราชภัฏธนบุรี แสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ยิ้มสกุล  ในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี ม.ราชภัฏธนบุรี

     

    คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ขอแสดงความยินดีกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ยิ้มสกุล
    ในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่ง
    อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
    ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2568

    ประกาศ ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2568

    #https://test.learninfinity.net/

  • นักศึกษาไทยพร้อมลุยเวทีนานาชาติรอบชิง L’ORÉAL BRANDSTORM 2025  ประชันไอเดียโจทย์ธุรกิจ ปฏิวัติวงการความงามสำหรับสุภาพบุรุษ

    นักศึกษาไทยพร้อมลุยเวทีนานาชาติรอบชิง L’ORÉAL BRANDSTORM 2025 ประชันไอเดียโจทย์ธุรกิจ ปฏิวัติวงการความงามสำหรับสุภาพบุรุษ

     

    การแข่งขันนวัตกรรมธุรกิจโดยลอรีอัล กรุ๊ป จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 33

    พร้อมการสนับสนุนจากแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคและ Adobe

                    ลอรีอัล ประเทศไทย ประกาศรายชื่อนักศึกษาผู้ชนะการแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรมธุรกิจ ลอรีอัล แบรนด์สตอร์ม 2025” ระดับประเทศ ในหัวข้อ ‘MEN. BEAUTY & CARE. GAME ON!’ เพื่อสำรวจโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในกลุ่มผู้บริโภคชายรุ่นใหม่ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ความงามและแนวทางการทำการตลาดรูปแบบใหม่โดยใช้พลังสร้างสรรค์และนวัตกรรม ไปจนถึงเทคนิคในรูปแบบของเกม (Gamification) ในการขับเคลื่อน

    image.png

    ธนัชชา อินทสร้อย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กัณฐนภัส หนูนคง และชนณิชา เอกพงศ์พิสิฐ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ตัวแทนนักศึกษาไทยเข้าร่วมการแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรมธุรกิจ ลอรีอัล แบรนด์สตอร์ม 2025” ระดับประเทศ ในนามทีม Emily in L’Oréal

    แบรนด์สตอร์มคือจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของเพื่อนพนักงานของเราหลายพันคนทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จของโครงการนี้ในการบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอเล็กซิส เพราคิสวาลัท(Alexis Perakis-Valat) ประธานกลุ่มแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคและประธานคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันแบรนด์สตอร์ม 2025 กล่าว โจทย์การแข่งขันในปีนี้เป็นหัวข้อที่ใหญ่และท้าทายกว่าที่ผ่านมา เพราะความงามและการดูแลตนเองของผู้ชายเปิดโอกาสให้ทุกๆ คนได้ปลดปล่อยพลังของเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และเครื่องมือต่างๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมานั้นอย่างเต็มที่ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นคณะกรรมการตัดสิน และพบกับผู้แข่งขันรอบสุดท้ายที่กรุงปารีสเร็วๆ นี้

    การแข่งขันลอรีอัล แบรนด์สตอร์ม ประเทศไทยรอบสุดท้าย จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2025 โดยคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบไปด้วยคุณแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทยคุณเจนิส ฮูผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคคุณออนเซย์ดี้ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ, คุณเดเมียน วูด ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน และกรรมการรับเชิญ คุณยูเคอ ฮู ผู้จัดการทั่วไป แผนก Global Business Solutions จากติ๊กต๊อก (TikTok) ได้พิจารณาการนำเสนอผลงานนวัตกรรมธุรกิจโดยทีมที่เข้ารอบสุดท้ายทั้ง 6 ทีม และคัดเลือก น.ส. ณฐนภัสหนูนคง, น.ส. ชนณิชา เอกพงศ์พิสิฐ และน.ส. ธนัชชา อินทสร้อย จากทีม “Emily in L’Oréal” เป็นผู้ชนะเลิศการแข่งขันลอรีอัล แบรนด์สตอร์ม ประเทศไทยรอบสุดท้าย และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับนานาชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงงานจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก “วีว่า เทคโนโลยี” (Viva Technology) ประจำปี 2025 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน 2025 ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับนานาชาตินี้ จะมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 43 ทีมจากทั่วโลก โดยผู้ชนะจะมีโอกาสได้ทำโครงการนำร่องระยะเวลา 3 เดือนกับลอรีอัล กรุ๊ป

    ที่ลอรีอัล กรุ๊ป คนรุ่นใหม่คือศูนย์กลางระบบนิเวศในการดำเนินธุรกิจ และเราตระหนักดีว่าพวกเขาคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งการเติบโตธุรกิจและพันธกิจด้านความยั่งยืนของเรา” คุณแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการลอรีอัล ประเทศไทยกล่าวลอรีอัลจึงมุ่งมั่นสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพของพวกเขา ผ่านโครงการฝึกงาน, โครงการ Management Trainee และการแข่งขันนวัตกรรมไอเดียธุรกิจอย่างโครงการแบรนด์สตอร์มนี้คุณแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสและเวทีให้กับคนรุ่นใหม่แล้ว โครงการแบรนด์สตอร์มยังเปิดโอกาสให้เราทุกคนที่ลอรีอัล ได้สัมผัสกับไอเดียที่สดใหม่ และแผนธุรกิจที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับพวกเราด้วยเช่นกัน

    คุณธนัชชา อินทสร้อย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คุณกัณฐนภัส หนูนคง และคุณชนณิชา เอกพงศ์พิสิฐ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผู้ชนะการแข่งขันประชันไอเดียนวัตกรรมธุรกิจ “ลอรีอัล แบรนด์สตอร์ม ประเทศไทย 2025” กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ว่า เราค่อนข้างแปลกใจที่ชนะการแข่งขันได้ เพราะในตอนแรก เราเข้าร่วมการแข่งขันเพียงเพราะอยากได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และสนุกกับการได้ลองทำเคส เราขอขอบคุณลอรีอัล ประเทศไทย และเมนเทอร์รวมถึงทุกๆ คนที่คอยให้คำปรึกษาและขัดเกลาโปรเจกต์ของเราให้ดียิ่งขึ้น เราจะพยายามนำทุกข้อชี้แนะไปพัฒนาโปรเจ็กต์นี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการตลาดและความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อยอด เพื่อให้เป็นผลงานที่ดีที่สุดในเวทีนานาชาติ” 

    ข้อมูลโครงการแบรนด์สตอร์มของ ลอรีอัล กรุ๊ป

    ·        เปิดตัวครั้งแรกที่ปี 1992

    ·        มีเยาวชนจากนานับประเทศเข้าร่วมโครงการกว่า 800,000 ตั้งแต่เปิดตัว

    ·        ในปี 2025 มีผู้ลงทะเบียนเพื่อสมัครเข้าแข่งขัน180,000 คน จาก64 ประเทศ

    ·        ได้รับการบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนธุรกิจใน 154 ประเทศทั่วโลก

    ·        นักศึกษาจากประเทศไทยชนะรางวัลอันดับ 1 ในปี 2560

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • แจ้งเกิดแล้ว! สองนักศึกษา มทร.ธัญบุรี คณะศิลปศาสตร์ ผงาดคว้าตำแหน่ง “สุดยอดพิธีกร” เตรียมเขย่าวงการด้วยพลังคนรุ่นใหม่

    แจ้งเกิดแล้ว! สองนักศึกษา มทร.ธัญบุรี คณะศิลปศาสตร์ ผงาดคว้าตำแหน่ง “สุดยอดพิธีกร” เตรียมเขย่าวงการด้วยพลังคนรุ่นใหม่

     

    วงการพิธีกรไทย กำลังจะได้ต้อนรับคลื่นลูกใหม่ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และแรงขับเคลื่อน เมื่อสองนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ได้รับการยอมรับในฐานะ “สุดยอดพิธีกร” ใน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อค้นหาผู้อันเชิญตรามหาวิทยาลัยและสุดยอดพิธีกร ประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรี ความสำเร็จของทั้งคู่เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ สะท้อนถึงการทุ่มเท ความมุ่งมั่น และหัวใจที่เปี่ยมด้วยแพสชัน

    น.ส.ณัฐธิดา คำชวด หรือ “หมวยเล็ก” นักศึกษาสาววัย 19 ปี จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และ นายจิระยุทธ ถมมา หรือ “ไอซ์ซึ” นักศึกษาหนุ่มวัย 19 ปี จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพนานาชาติ ทั้งคู่ในชั้นปีที่ 2 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การก้าวเดินตามความฝันสามารถนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

    สำหรับหมวยเล็ก แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่ผลักดันเธอเข้าสู่เส้นทางพิธีกรคือ คุณโซดา-ชนะดา วิเลปะนะ สุดยอดพิธีกรฝ่ายหญิงปี 2567 ที่ตอนนี้ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แล้ว “พี่โซดาเป็นบุคคลที่เราเห็นความพยายามของเขามาโดยตลอด ไม่ว่าจะประกวดมิสควีน หรือการทำงานทุกอย่างที่เขาเต็มที่เสมอ นั่นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของหมวยเล็ก” เธอยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นพิธีกรตั้งแต่สมัยมัธยมปลายที่โรงเรียนธัญบุรี ซึ่งครูอาจารย์เล็งเห็นแววและมอบโอกาสให้เธอได้ทำหน้าที่สำคัญนี้

    ด้านไอซ์ซึ สุดยอดพิธีการฝ่ายชาย เรื่องราวของเขาแตกต่างออกไปเล็กน้อย เขายอมรับว่าไม่ได้มีแรงบันดาลใจโดยตรงที่จะเป็นพิธีกรตั้งแต่แรก แต่มาจาก “ความชื่นชอบในการทำสิ่งใหม่ ๆ และการมองเห็นโอกาส” การเป็นประธานสีสมัยมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้เขาได้สัมผัสกับการพูดในที่สาธารณะและเริ่มค้นพบศักยภาพของตัวเอง

    ทั้งสองคนต่างเห็นพ้องต้องกันถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง หมวยเล็กเน้นย้ำถึงการพัฒนา “ทักษะบุคลิกภาพ” ทั้งการเดิน การยืน และการใช้มือ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พิธีกรดูเป็นมืออาชีพ ขณะที่ไอซ์ซึเผยว่าการอบรมครั้งนี้ช่วยให้เขาเรียนรู้การ “แสดงออก การแนะนำตัวเอง และการจัดการกับความเครียดและความกดดัน” ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่ใช่แค่สำหรับเวที แต่ยังรวมถึงชีวิตประจำวันด้วย

    เมื่อถูกถามถึงคุณสมบัติของ “สุดยอดพิธีกร” ที่ดี หมวยเล็กให้คำนิยามว่าคือการมี “ลายเซ็นและความเป็นธรรมชาติ” ซึ่งทำให้พิธีกรแต่ละคนโดดเด่นและน่าจดจำ ส่วนไอซ์ซึเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ใจรัก “ถ้าเรามีใจที่อยากจะเป็นสุดยอดพิธีกร อยากจะเก่งด้านการพูด ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเกิดเรามีพรสวรรค์แต่ถ้าเกิดเราไม่ชอบการพูดเลย เราก็จะไม่อยากพัฒนา” เขากล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าแพสชันสามารถเอาชนะพรสวรรค์ได้

    ประสบการณ์อันมีค่าจากการอบรมไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการพัฒนาทักษะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมิตรภาพและแรงสนับสนุน หมวยเล็กประทับใจช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้กับ ครูท็อฟฟี่ (ดร.นิชนันท์ คงศรี) ซึ่งเปิดโลกความรู้ใหม่ ๆ ให้เธอ ขณะที่ไอซ์ซึซาบซึ้งกับมิตรภาพที่ได้รับจากทั้งเพื่อนร่วมเข้าแข่งขันและคณาจารย์ “ไม่มีใครมีท่าทีเป็นผู้แข่งขันเป็นศัตรูกันเลย ทุกคนแบบไปด้วยกันในเส้นทางเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกัน” ไอซ์ซึกล่าวถึงบรรยากาศของการทำงานร่วมกัน

    หลังจากคว้ารางวัลสุดยอดพิธีกร ทั้งสองคนมีเป้าหมายที่ชัดเจน หมวยเล็กตั้งใจที่จะเป็น “หน้าเป็นตาให้กับมหาวิทยาลัย” และปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะงานปฐมนิเทศที่กำลังจะมาถึง ส่วนไอซ์ซึมีเป้าหมายที่จะ พัฒนาตนเองในสายงานพิธีกรอย่างต่อเนื่อง และหวังที่จะเป็น “แบบอย่าง (Role Model)” ให้กับรุ่นน้องได้ดำเนินรอยตามในอนาคต

    ทั้งสองคนยังฝากข้อคิดอันทรงพลังให้กับผู้ที่กำลังไล่ตามความฝัน หมวยเล็กเปรียบเทียบชีวิตเป็น “ขั้นบันได” ที่ถึงแม้จะยังอยู่แค่ตรงกลาง ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สำเร็จ เพราะได้ก้าวออกมาจากจุดเริ่มต้นแล้ว และสักวันหนึ่งจะไปถึงความสำเร็จอย่างแน่นอน ด้านไอซ์ซึ เน้นย้ำถึงการคว้าโอกาส “ถ้ามีอะไรก็ทำไปหมดเลย ได้ไม่ได้ไม่รู้ ตอนนี้ผมก็คิดว่าผมไม่ได้มีความเก่งกาจในด้านการพูดหรือการเป็นพิธีกรมาก แต่ก็เอาความใจกล้าพูด กล้าที่จะทำการใด ๆ มาช่วยผลักดันให้เราไปข้างหน้า” เขาสรุปด้วยรอยยิ้ม

    เรื่องราวของ 2 สุดยอดพิธีกร เป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของความมุ่งมั่น แรงบันดาลใจและการคว้าโอกาส ที่สามารถเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นเส้นทางอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายชีวิตที่กำลังตามหาความฝันในแบบของตัวเอง ร่วมติดตามผลงานและเส้นทางการเป็นพิธีกรได้จากกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัยและในวงการต่อไปได้เลย!

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • ดีพร้อม ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย เดินหน้ายกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย หวังสร้างรายได้ชุมชนสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ดีพร้อม ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย เดินหน้ายกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย หวังสร้างรายได้ชุมชนสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

     

    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย เดินหน้า “โครงการพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย (Local Chef Restaurant) ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก” ตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” มุ่งหวังยกระดับร้านอาหารท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ โดดเด่น และสามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ และการสร้างให้เกิดเครือข่ายเชฟชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันยุทธศาสตร์
    การพัฒนาเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ด้วยการประกาศใช้ “ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ” เป็นนโยบายระดับชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนวัฒนธรรมไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ขับเคลื่อนผ่านกลไก One Family One Soft Power (OFOS) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนในทุกครัวเรือนสามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วของตนเอง มาสร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ และต่อยอดสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ สามารถเชื่อมโยงกับตลาดในประเทศและต่างประเทศได้  หนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนที่เห็นผลชัดเจนคือการส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในมิติที่มีศักยภาพสูงสุดของประเทศไทย เป็นจุดแข็งระดับโลก อาหารไทยไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมทั่วโลกในแง่รสชาติ แต่ยังเป็นสื่อกลางสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรม เรื่องเล่า วิถีชีวิต ความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ฝังอยู่ในอาหารทุกจานอย่างชัดเจน  ดังนั้น กิจกรรมพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทย ในภูมิภาคต่าง ๆ จึงสะท้อนภาพการนำนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ใช้วัฒนธรรมที่เรามีอยู่แล้วในพื้นที่ มาสร้างสรรค์ให้ทันสมัย โดยสร้างพื้นที่ให้เชฟท้องถิ่นและผู้ประกอบการชุมชนได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดภูมิปัญญา และพัฒนาเมนูพื้นถิ่น ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นคง และกลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

               นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย (Soft Power) โดยร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ดำเนินโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร 2 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการยกระดับหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย เป็นการมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านอาหารไทยแก่ประชาชนที่สนใจให้เป็นแรงงานทักษะสูง โดยมีหลักสูตรที่ทันสมัยและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี อาทิ อาหารไทยต้นตำรับเพื่อการประกอบอาชีพ อาหารไทยสร้างสรรค์เพื่อสุขภาพ
      ขนมหวานไทยประยุกต์ อาหารไทย Street Food พร้อมขายออนไลน์ ฟิวชั่นอาหารไทยกับรสชาติสากล
    2. โครงการพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย (Local Chef Restaurant)” โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพร้านอาหารชุมชน (HiddenGem) จำนวน 100 กลุ่ม บุคลากรได้รับการพัฒนา จำนวน 400 คน ในพื้นที่
      4 ภูมิภาค ได้แก่ 1) ภาคเหนือ 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) ภาคกลางและภาคตะวันออก และ 4) ภาคใต้ ผ่าน
      การเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ อาทิ การคำนวณต้นทุน การบริหารจัดการของเสีย เทคนิคการประกอบอาหารและสร้างสรรค์เมนูใหม่เพื่อนักท่องเที่ยว (เมนูอาหารถิ่น Amazing Thai Taste) นอกจากนี้ ยังยกระดับร้านอาหาร
      เชฟชุมชนสู่ร้านอาหารระดับพรีเมียม การเตรียมความพร้อมร้านอาหารซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่สากล การเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางการตลาด โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 15 มิถุนายน 2568 ผ่าน www.ofos.thacca.go.th
      และเริ่มอบรมตั้งแต่สิ้นเดือนนี้เป็นต้นไป

    สำหรับการดำเนินงานขับเคลื่อนและผลักดันซอฟต์พาวเวอร์อุตสาหกรรมอาหารทั้ง 2 โครงการนี้
    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้นำกลไกของซอฟต์พาวเวอร์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ตลาด ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ ได้แก่ 1. ให้ทักษะใหม่ : ผ่านการอบรมเพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ พัฒนาเป็นอาชีพและต่อยอดสู่ธุรกิจ 2. ให้เครื่องมือทันสมัย : เสริมศักยภาพด้วยเครื่องมือที่จะช่วยในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้า 3. ให้โอกาสโตไกล : เข้าถึงตลาด ช่องทางจัดจำหน่าย และการเข้าถึงแหล่งทุน และ 4. ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน

    ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ เป็นส่วนของการดำเนินโครงการพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย (Local Chef Restaurant) ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายสำคัญที่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี ทั้งในด้านการประกอบอาหารไทย และ Fine Dining มีห้องปฏิบัติการครัวมาตรฐาน ที่สามารถรองรับผู้เข้าอบรม
    และสามารถจัดการอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับเชฟชุมชนให้มีความสามารถในการนำเสนออาหารถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย โดยดีพร้อมมุ่งหวังให้มีการยกระดับร้านอาหารท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ โดดเด่น และสามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ และการสร้างให้เกิดเครือข่ายเชฟชุมชนที่เข้มแข็ง และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

                   ด้าน รศ. ดร. อนินท์ มีมนต์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในฐานะ ผู้อำนวยการกิจกรรมพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทยภาคกลางและภาคตะวันออก กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นไทย (Local Chef Restaurant) ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพของร้านอาหารชุมชนและเชฟท้องถิ่น ให้สามารถนำเสนออาหาร ถิ่นไทยอย่างมืออาชีพ ด้วยมาตรฐานการบริการที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดสากล มีเป้าหมายในการยกระดับร้านอาหารชุมชนให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และการปูพื้นฐานให้ชุมชนก้าวสู่การเป็น “1 ครอบครัว 1 ทักษะซอฟต์พาวเวอร์” หรือ One Family One Soft Power ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ

    ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรม ได้แก่ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเชฟชุมชนจำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน จำนวนไม่น้อยกว่า 30 กลุ่ม การพัฒนาเมนูอาหารถิ่นยอดนิยมให้เกิดมูลค่าเพิ่มทั้งด้านรสชาติ รูปลักษณ์ และการสื่อสารเรื่องราว การให้คำปรึกษาเชิงลึกและการเชื่อมโยงมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารแก่ผู้ประกอบการ และคาดหวังว่า ร้อยละ 80 ของผู้เข้าร่วมโครงการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ทำให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์อาหารของตนเอง เกิดการกระจายรายได้และการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดการเชื่อมโยงร้านอาหารชุมชนกับสื่อออนไลน์ โดยอาศัย Food Blogger และ Influencer ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 80,000 คน เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    โดยพื้นที่เป้าหมายของโครงการ จะครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ซึ่งล้วนมีมรดกอาหารท้องถิ่นอันทรงคุณค่าที่พร้อมจะถูกต่อยอดสู่ตลาดสากล

     

     

    #https://test.learninfinity.net/