Author: ผู้ดูแลระบบ

  • คณะศิลปศาสตร์ มทร.ธัญบุรี จัดแข่งขันทักษะวิชาการ 2568 พัฒนาศักยภาพ-ยกระดับมาตรฐาน สู่ตลาดแรงงาน

    คณะศิลปศาสตร์ มทร.ธัญบุรี จัดแข่งขันทักษะวิชาการ 2568 พัฒนาศักยภาพ-ยกระดับมาตรฐาน สู่ตลาดแรงงาน

    มทร.ธัญบุรี เป็นเจ้าภาพจัด “โครงการแข่งขันทักษะทางวิชาการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 ประจำปี 2568” วันที่ 19-21 ก.พ. 2568 โดยมีนักศึกษาจาก 9 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 11 คณะ/หน่วยงาน ทั่วประเทศ เข้าร่วมชิงชัยในหลากหลายสาขาทักษะทางวิชาการ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีคุณภาพ รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมบริการและตลาดแรงงาน ณ มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี


    รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า การแข่งขันทักษะทางวิชาการครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างทักษะวิชาชีพให้แก่นักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน การท่องเที่ยว การโรงแรม และอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีบทบาทสำคัญในตลาดแรงงานปัจจุบันและอนาคต การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการประลองทักษะ แต่ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมก้าวสู่การเป็นมืออาชีพที่มีคุณภาพ และเป็นโอกาสอันดีที่ได้ต้อนรับ 9 มทร. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการร่วมกัน
    “นักศึกษาและผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ ในการประยุกต์ใช้ศิลปศาสตร์กับภาคอุตสาหกรรมและสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ อีกทั้งยังช่วยปลูกฝังแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษา ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของตลาดแรงงานในอนาคต” รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย เน้นย้ำ.


    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิศากร สิงหเสนี คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนเจ้าภาพในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ สำหรับปีนี้มีการแข่งขันทั้งหมด 8 กลุ่มทักษะ รวมกว่า 23 รายการ เช่น การแข่งขันการอ่านข่าว การเขียนเรียงความ การโต้วาที การร้องเพลง ทักษะมัคคุเทศก์ ทักษะด้านการโรงแรม และการออกแบบแผนธุรกิจไมซ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ นักศึกษาได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริง

    การแข่งขันทักษะทางวิชาการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ศิลปศาสตร์ 9 ราชมงคล บนวิถีแห่งความยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เข้าแข่งขันไม่เพียงแต่พัฒนาทักษะเฉพาะด้าน แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคม วัฒนธรรม และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมบริการไทย โดยไฮไลต์ของงานอยู่ที่การประกาศผลการแข่งขัน การมอบเหรียญรางวัล และที่สำคัญคือ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568

    ทั้งนี้ งานดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้คณาจารย์และนักศึกษา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมทางวิชาการ ผ่านนิทรรศการ “ศิลปศาสตร์ 9 ราชมงคล บนวิถีแห่งความยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ทักษะด้านศิลปศาสตร์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ.

  • มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางภาษา “English Camp in Wonderland”

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางภาษา “English Camp in Wonderland”

    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จัดโครงการค่ายภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ “English Camp in Wonderland” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ณัชชา ชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการบริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ

    ภายในงานประกอบด้วยการแสดง Role Play จากนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ภายใต้การควบคุมของ รศ.ดร.ทิพรัตน์ รอยสำราญ และกิจกรรมเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษผ่านฐานการเรียนรู้ 4 ฐาน ได้แก่ Word Building, Wizard House Images, Mind Mapping และ Music House X Squid Game

    การจัดโครงการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านภาษาอังกฤษของผู้เข้าร่วมโครงการผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบของค่ายภาษา โดยจะมีการสรุปผลการดำเนินกิจกรรมและมอบรางวัลแก่ผู้เข้าร่วมโครงการในช่วงพิธีปิด

    ทั้งนี้ มีนักศึกษาให้ความสนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์ปฎิบัติการการโรงแรม ชั้น 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • “มกธ.” จับมือ “ด็อกเตอร์ ที” ลงนามความร่วมมือทางวิชาการสนับสนุนทุนการวิจัยแก่คณาจารย์ มุ่งพัฒนางานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

    “มกธ.” จับมือ “ด็อกเตอร์ ที” ลงนามความร่วมมือทางวิชาการสนับสนุนทุนการวิจัยแก่คณาจารย์ มุ่งพัฒนางานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

    เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ได้วางนโยบายด้านการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางด้านวิชาการในมิติต่างๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมุ่งเสริมสร้างการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการที่หลากหลายร่วมกับเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้รับการพัฒนาศักยภาพเฉพาะทางที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเสริมความเข้มแข็งด้านการพัฒนาองค์ความรู้ เสริมประสบการณ์ และทักษะวิชาการและวิชาชีพที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
    จากความสำคัญเชิงนโยบายดังกล่าว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และบริษัท ด็อกเตอร์ ที จำกัด จึงได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในด้านการให้ทุนการวิจัย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยจากความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อหน่วยงาน สังคม ตลอดจนเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนางานวิจัยที่ตอบสนองความต้องการของสังคมในบริบทต่างๆ
    ทั้งนี้ ความร่วมมือทางวิชาการในการให้ทุนการวิจัยจากภาคเอกชนดังกล่าวมี ผศ.ดร.เสงี่ยม บุษบาบาน รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และนายธิติ จิรวัชรากร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บริษัท ด็อกเตอร์ ที จำกัด ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวด้วย
    นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันพัฒนางานวิจัยทั้งในเชิงวิชาการ และเชิงการบริการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อีกทั้ง มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรียังจะได้รับการสนับสนุนทุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยของคณาจารย์อีกด้วย
    ในการนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และผู้บริหารของบริษัท ด็อกเตอร์ ที จำกัด เข้าร่วมแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในโอกาสนี้ด้วย ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • มจพ. เปิดตัวงานวิจัย “รถมินิบัสไฟฟ้า” เชื่อมต่อการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ พัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสริมการใช้ Local Content ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ

    มจพ. เปิดตัวงานวิจัย “รถมินิบัสไฟฟ้า” เชื่อมต่อการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ พัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสริมการใช้ Local Content ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ

     

       ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ มจพ. กล่าวในการเปิดตัว รถมินิบัสไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะระบบรอง (Electric Mini Bus Prototype for Feeder Public Transport System) ความสำเร็จจากโครงการวิจัยของทีมนักวิจัย มจพ. โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยยุทธ์ สัมภวะคุปต์ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จัดสรรโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และมี บริษัท เชิดชัย คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นหน่วยงานร่วมโครงการ โดยรถมินิบัสไฟฟ้าคันแรกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะของนักศึกษา บุคลากร และประชาชน และเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ กล่าวว่า การค้นคว้า วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการขั้นพื้นฐานที่สำคัญ นั่นคือ ระบบขนส่งสาธารณะที่รองรับการเดินทางของนักศึกษา บุคลากร และประชาชน ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและพื้นที่ใกล้เคียง สอดคล้องกับนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัย ที่ต้องการให้บุคลากรและนักศึกษา มจพ. ได้ทำงานเรียนหนังสือ และใช้ชีวิตภายในรั้ว มจพ. อย่างมีความสุขเป็นสำคัญ อีกทั้งยังมุ่งหวังผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการส่งเสริมและผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ช่วยให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต อย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืนได้ การจัดงานในวันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพื่อแสดงว่า มจพ. มีทรัพยากรที่พร้อมและสามารถเป็นส่วนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ได้เข้าถึงเทคโนโลยีและมีโอกาสนำความรู้ ในมหาวิทยาลัยไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนมหาวิทยาลัยและทีมนักวิจัย มจพ. ในการสร้างสรรค์ผลงาน “รถมินิบัสไฟฟ้า” คันนี้ โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ที่สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ และ บริษัท เชิดชัย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ร่วมกันพัฒนาจนกระทั่งเกิดเป็นต้นแบบรถมินิบัสไฟฟ้าขึ้นมาในที่สุด

    ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.กัมปนาท เทียนน้อย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจพ. กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของงานวิจัยรถมินิบัสไฟฟ้า เริ่มจากการที่ทีมนักวิจัย นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยยุทธ์ สัมภวะคุปต์ เล็งเห็นถึงปัญหาของระบบขนส่งสาธารณะหลักในปัจจุบัน ยังไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครเท่าที่ควร เนื่องจากยังไม่รองรับการเดินทางตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางในบางพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากจึงยังคงเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางมากกว่าการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ขณะที่ทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศไทยในระยะหลัง มุ่งมั่นขยายการให้บริการเดินรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน รวมถึงการให้บริการเดินเรือในคลองสายต่าง ๆ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทาง ล้อ ราง เรือ ให้เป็นหนึ่งเดียว และเพิ่มทางเลือกการเดินทางให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น จึงนำไปสู่โอกาสในการหยิบยกองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ที่ทีมนักวิจัยของ มจพ. ได้สั่งสมมา ต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับการผลิตรถมินิบัสไฟฟ้าขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบรอง หรือ ระบบ feeder ในการให้บริการเสริมในส่วนที่ระบบขนส่งหลักยังไปไม่ถึง โดยการพัฒนางานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณวิจัย จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประเภทงานมูลฐาน หรือ Fundamental Fund ในปีงบประมาณ 2566 ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ให้ความอนุเคราะห์ ในการจัดสรรงบประมาณ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก บริษัท เชิดชัย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านยานยนต์ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในการดำเนินขั้นตอนประกอบรถมินิบัสไฟฟ้าต้นแบบที่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งเกิดเป็นต้นแบบรถมินิบัสไฟฟ้า คันแรกของ มจพ. ได้ในวันนี้ โดยต้นแบบรถมินิบัสไฟฟ้าคันนี้ มีขนาด 7 เมตร จำนวน 18 ที่นั่ง รองรับการใช้บริการของผู้พิการ สามารถวิ่งได้ระยะทาง 100 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง ด้วยความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญ สามารถรองรับการอัดประจุไฟฟ้าได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ DC , AC  และแบบไร้สาย พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัย มจพ. นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยยุทธ์ สัมภวะคุปต์ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.กัมปนาท เทียนน้อย รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย วงศ์ช่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลภ กิติสาธร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรวัฒน์ คลับคล้าย อาจารย์ ดร.วัยอาจ สายคง และ อาจารย์ ดร.สุนทร โอษฐงาม

    สำหรับเป้าหมายของทีมวิจัยที่มีต่อผลงานชิ้นนี้ มุ่งหวังให้เกิดการใช้ประโยชน์รถมินิบัสไฟฟ้า อย่างแท้จริง เช่น การให้บริการสำหรับบุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาของ มจพ. ที่ต้องการใช้บริการในเส้นทางที่กำหนด เพื่อเดินทางไป-กลับ ระหว่าง มจพ. กับจุดหยุดรถที่เชื่อมต่อกับแนวเส้นทางวิ่งของโครงการรถไฟฟ้า หรือการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ให้เกิดการเพิ่มสัดส่วนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในภาคขนส่งสาธารณะมากขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยได้ใช้ชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยส่งเสริมการใช้ Local Content ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าและต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน
    ความสำเร็จจากงานวิจัยในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในเทคโนโลยีและ องค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ตลอดจนองค์ความรู้รอบด้านของนักวิจัย มจพ. เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของภาคประชาชน และเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

    #https://test.learninfinity.net/

  • ศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดโครงการประกวดทักษะภาษาและวัฒนธรรมไทย

    ศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดโครงการประกวดทักษะภาษาและวัฒนธรรมไทย

    สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการประกวดทักษะภาษาและวัฒนธรรมไทย ประจำปี 2567 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำปีการศึกษา และในปีนี้ได้รับความสนใจจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมกว่าหกร้อยคน และผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 450 คน มีคุณครูผู้ดูแลนักเรียนเข้าประกวดกว่า 200 คน จากโรงเรียน 135 โรง ทั่วประเทศ ณ ห้องประชุม 1-301 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต

     โดยมีการประกวดทั้งสิ้น 4 ประเภท ได้แก่
    1. คัดลายมือ ม.ต้น และ ม.ปลาย
    2. อ่านออกเสียง ม.ปลาย
    3. ขับร้องเพลงจากวรรณคดีไทย ม.ปลาย
    4. รำวงย้อนยุค
    #https://test.learninfinity.net/
  • “Check PD” แอปพลิเคชันตรวจหาความเสี่ยงเป็นพาร์กินสัน แม่นยำถึง 90%  เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้!

    “Check PD” แอปพลิเคชันตรวจหาความเสี่ยงเป็นพาร์กินสัน แม่นยำถึง 90% เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้!

    โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมมือกับสภากาชาดไทย เปิดตัวแอป “Check PD” เพื่อใช้ตรวจหาความเสี่ยงการเป็นพาร์กินสัน เหตุพบสถิติคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มสูงขึ้นและยังพบในคนอายุต่ำกว่า 60 ปี ชี้ความแม่นยำของการตรวจประเมินมีสูงถึง 90% พร้อมเชิญชวนคนไทยโดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไปโหลดแอปประเมินความเสี่ยงเพื่อหาทางป้องกันหรือรักษาได้ทันท่วงที

    การแถลงข่าวในครั้งนี้จัดเมื่อวันพุธที่ 15 มกราคม 2568  ณ โถงชั้น M อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  โดยมีคุณเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวเปิดงานแถลงข่าว  จากนั้นมีการเสวนาโดย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คุณศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร นักดนตรีชื่อดัง และ ผศ.(พิเศษ) ดร.พญ.จิรดา ศรีเงิน อาจารย์ประจำหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปิดท้ายด้วยการสาธิตการเข้าใช้งานแอป “Check PD”

     

    คุณเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เปิดเผยว่า พาร์กินสันเป็นหนึ่งในโรคความเสื่อมทางระบบประสาทที่พบมากในผู้สูงอายุ และยังเป็นโรคที่มีอัตราการเกิดเพิ่มสูงที่สุดในกลุ่มโรคความเสื่อมทางระบบประสาทด้วยกัน คาดกันว่าในปี 2583 จำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว สำหรับประเทศไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องอายุที่มากขึ้น และปัจจัยทางพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมมีผลทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในประเทศไทยเพิ่มสูงมากขึ้นตามสถานการณ์ปัจจุบัน และจากการที่การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันในระยะเริ่มต้นยังคงทำได้ยาก เพราะอาจจะมีอาการที่แสดงออกมายังไม่มาก อีกทั้งการขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระบบประสาททำให้ผู้ป่วยในบางพื้นที่เข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาได้ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยที่เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยโรคมีอาการที่ค่อนข้างมาก หรืออยู่ในระยะการดำเนินโรคระยะกลาง ทำให้การรักษาค่อนข้างยากและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง อีกทั้งตัวผู้ป่วยเองยังอาจเกิดความทุพพลภาพ และส่งผลต่อคุณภาพในการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคนี้แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก ก็สามารถวางแผนการรักษาและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า แอปพลิเคชัน Check PD เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการวินิจฉัยกลุ่มอาการโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังทางระบบประสาทที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยการตรวจพบโรคพาร์กินสันตั้งแต่ระยะแรกของการดำเนินโรค มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา และการดูแลที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่มุ่งเน้นสร้างนวัตกรรมในการดูแลสุขภาพ การพัฒนาระบบบริการที่ทันสมัยและเข้าถึงได้ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งการพัฒนาแอปพลิเคชัน Check PD นี้ถือเป็นความสำเร็จในความร่วมมือที่สำคัญ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาระบบสุขภาพ ที่สามารถช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ การป้องกัน และการรักษาได้อย่างเหมาะสม

    ศ. นพ. รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่ไม่ได้แสดงอาการทันที แต่มีระยะเวลาของการเตือนและระยะเวลาของการดำเนินโรคที่ค่อนข้างนาน เฉลี่ยนานถึง 10-20 ปี โดยอาการที่ชัดเจนคืออาการสั่น ส่วนอาการเตือนอื่นๆ เช่น อาการท้องผูกเรื้อรัง อาการนอนละเมอ ออกท่าทางหรือออกเสียงที่สัมพันธ์กับเนื้อหาความฝัน ฯลฯ มักถูกมองว่าไม่ใช่อาการผิดปกติ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวไม่คิดว่าตนเองเป็น จึงไม่ได้พบแพทย์และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จากการที่อาการของโรคพาร์กินสัน ส่งผลให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะพาร์กินสันเป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติในการทรงตัว ผู้ที่มีอาการมาก จะเคลื่อนไหวด้วยตัวเองลำบาก มีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ดังนั้นหากสามารถตรวจเช็กได้ล่วงหน้าถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดังกล่าว เพื่อหาทางป้องกันหรือลดความรุนแรงของอาการได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ป่วย เพราะพาร์กินสันเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาได้หากตรวจพบได้เร็ว

    นอกจากผู้สูงอายุที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลักแล้ว ในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน จากสถิติที่พบว่าปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยโรคพาร์กินสันพบในผู้ป่วยอายุน้อยลง และพาร์กินสันเป็นโรคที่มีระยะเวลาในการดำเนินโรคค่อนข้างนาน ดังนั้นการที่สามารถตรวจเช็กได้ล่วงหน้าถึงความเสี่ยงของการเป็นโรคพาร์กินสัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อที่จะหาทางป้องกัน หรือเข้าสู่กระบวนการรักษาเพื่อลดอาการรุนแรงของโรค” ศ. นพ. รุ่งโรจน์กล่าว

    ทั้งนี้เพื่อให้แอปพลิเคชัน Check PD เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในการคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคพาร์กินสัน อีกทั้งยังเป็นการร่วมสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมลงพื้นที่คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสันทั่วประเทศ และส่งต่อระบบสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    สภากาชาดไทยขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกันบริจาคในโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน หรือร่วมบริจาคเงิน 76 บาท ภายใต้แคมเปญ “พาร์พบแพทย์” เพื่อร่วมค้นหา คัดกรอง ช่วยเหลือผู้ป่วยพาร์กินสันกว่า 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการบริจาคสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

    ผู้สนใจสามารถร่วมสนับสนุนโครงการได้โดยบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ชื่อบัญชี สภากาชาดไทย สำนักงานจัดหารายได้ เลขที่บัญชี 045-2-62588-8 ภายหลังโอนเงินบริจาคแล้วสามารถส่งหลักฐานการโอนเงิน แจ้งชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และหมายเลขบัตรประชาชน (เพื่อใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษี) ระบุว่า “ค้นหาพาร์กินสัน พาผู้ป่วยพบแพทย์” แล้วส่งเอกสารมาที่ Email: donation@redcross.or.th เพื่อทางสภากาชาดไทยจะได้ดำเนินการจัดส่งใบเสร็จรับเงินสำหรับการยื่นลดหย่อนภาษีต่อไป

    ส่วนในกรณีที่บริจาคผ่าน QR CODE e-Donation สามารถลดหย่อนภาษี 2 เท่า เฉพาะเจ้าของบัญชีเท่านั้น โดยไม่ต้องนำหลักฐานเพื่อออกใบเสร็จรับเงิน ข้อมูลการบริจาคส่งตรงไปยังสรรพากรโดยอัตโนมัติ

    รับชมคลิปเปิดตัว CHECKPD เช็คพาร์กินสันง่าย ๆ ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=SRM-Ia0XA30

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • “Camp of Love” มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ “ไมซ์” ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพในอนาคต

    “Camp of Love” มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ “ไมซ์” ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพในอนาคต

    ณ ลานกิจกรรมนักศึกษา กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการตลาด-การจัดการนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) คณะบริหารธุรกิจ จัดกิจกรรม “Camp of Love” มหกรรมดนตรีในสวน สร้างสรรค์งานอีเว้นท์ระดับมืออาชีพ การวางแผนงาน การประชาสัมพันธ์และจัดการสื่อ การติดต่อประสานงาน และการลงมือปฏิบัติจริง


    ผู้ช่วยศาสตราจารย์คำรณ ย่องซื่อ ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มอบนโยบาย Campus Life โดยให้กองพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรม ขับเคลื่อน กิจกรรม ดนตรีในสวน จัดกิจกรรมช่วงหน้าหนาว เริ่มจาก ธันวาคม มกราคม และปิดท้ายประจำปี เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งการจัดงานในเดือนนี้ มาในตรีม “Camp of Love” สำหรับกิจกรรมดนตรีในสวน ได้รับการตอบรับจากนักศึกษาเข้าร่วมจำนวนมาก ใช้ดนตรีเป็นตัวเชื่อมกิจกรรมของนักศึกษา ได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนแลกเปลี่ยนผ่านเสียงเพลง เพื่อความผ่อนคลาย ตลอดจนความร่วมมือบูรณาการของนักศึกษาของแต่ละคณะในจัดกิจกรรมร่วมกัน โชว์ศักยภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคณะ

    ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สลิตตา สาริบุตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด กล่าวเพิ่มเติมว่า “Active Learning” จุดประกายไอเดีย Camp of Love ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ทั้งทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ยากต่อการคาดเดา รวมถึงการใช้สื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ช่วยให้เห็นภาพจริงการทำงาน และมีประสบการณ์ร่วม ดังนั้นเส้นทางในชีวิตของพวกเขาก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะจบการศึกษา

    นางสาวอรปรียา สอนสระเกษ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) เล่าว่า ด้วยทางกองพัฒนานักศึกษามีการจัดกิจกรรม Campus Life อาจารย์ทางสาขาอยากให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้บูรณาการสาขาวิชาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) ได้ลงมือปฏิบัติ ลองทำ ทดสอบฝีมือ นำปัญหาหรือข้อผิดพลาดมาปรับปรุง ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมงาน 1 เดือน เริ่มจากการทำแบบสำรวจความต้องการของการกิจกรรมว่าต้องการให้ภายในงานบูทหรือกิจกรรมอะไรบ้าง หลังจากที่ทำแบบสำรวจ ออกมาในตรีมงาน “Camp of Love” แคมป์ปิ้งมีกลิ่นอายของวินเทจ บูรณาการวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ ในเรื่องของการจัดนิทรรศการ การบริหารคน ที่สำคัญในการจัด Camp of Love ได้เรียนรู้กระบวนการในการจัดอีเว้นท์ 1 งานต้องทำอย่างไร

    “Camp of Love” เป็นอีกหนึ่งมหกรรมความสุข มีความสนุกที่หลากหลายในงาน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีในสวนสุดชิล การออกร้านอาหารและเครื่องดื่มอร่อย ๆ และบูธดูดวงฟรีจาก MUTELU ที่เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสบรรยากาศสบาย ๆ และชมฝีมือน้องใหม่ไมซ์ไฟแรง

  • สวนสุนันทาคว้ารางวัล “สถาบันการศึกษานำร่องการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากบัญชีข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ” ประจำปี 2567

    สวนสุนันทาคว้ารางวัล “สถาบันการศึกษานำร่องการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากบัญชีข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ” ประจำปี 2567

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาคว้ารางวัล “สถาบันการศึกษานำร่องการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากบัญชีข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ” ประจำปี 2567

    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 – มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับรางวัล “สถาบันการศึกษานำร่องการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากบัญชีข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ (Government Data Catalog)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมี ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.ณัฐภัทร แก้วรัตนภัทร์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลในพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ

    รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่สถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนา การใช้ประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริหารจัดการภายในองค์กร โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาได้รับการยอมรับในฐานะสถาบันที่มีการนำข้อมูลจากบัญชีข้อมูลดิจิทัลภาครัฐมาใช้ในการพัฒนานโยบายและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐภัทร แก้วรัตนภัทร์ เปิดเผยว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการใช้ข้อมูลดิจิทัลภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านวิชาการ การบริหารจัดการ และการวิจัย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลดิจิทัล และเป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”

    การได้รับรางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการเป็น ศูนย์กลางด้านการวิจัยและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ รวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้ข้อมูลภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้และการวิจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป