Category: แฟ้มข่าวดีดี

  • อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แนะสถานศึกษาเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม ด้วยแนวทางส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยรอบด้าน

    อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แนะสถานศึกษาเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม ด้วยแนวทางส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยรอบด้าน

     

    กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานศึกษาต่างเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับนักเรียนและนักศึกษากลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึง อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านสุขภาพและความปลอดภัย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในรั้วสถานศึกษา

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการการศึกษาต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไปจนถึงปัญหาด้านความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการประเมินว่าในแต่ละปี เด็กและเยาวชนมากกว่า 246 ล้านคนทั่วโลกตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในสถานศึกษา1 ขณะเดียวกัน มีรายงานเหตุโจมตีโรงเรียน มหาวิทยาลัย นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา มากถึง 6,000 ครั้งในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับช่วงสองปีก่อนหน้า2 นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบให้ความช่วยเหลือของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังเผยให้เห็นว่ามีการขอข้อมูลและการสนับสนุนภายในวงการการศึกษา เพิ่มขึ้นถึง 9% ในปี 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ พบว่ามีการขอข้อมูลคำเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นต่อเนื่องที่แวดวงการศึกษาต้องดำเนินกลยุทธ์การเฝ้าระวังและปรับตัว3

    นพ. โรดริโก โรดริเกซ-เฟอร์นันเดซ (Dr. Rodrigo Rodriguez-Fernandez) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพระดับโลก แผนกสุขภาวะและสุขภาพจิตของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงความเห็นว่า

    “เนื่องจากสถานการณ์ด้านสาธารณสุขโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนนานัปการ สถานศึกษาจึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้แนวทางที่หลากหลายและครอบคลุม เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความปลอดภัยในรั้วสถานศึกษา ไม่ใช่เพียงแค่รับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องวางกลยุทธ์เชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรอีกด้วย การทำความเข้าใจและการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยที่มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    นพ.โรดริโก กล่าวเสริมว่า “เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สถานศึกษาจำเป็นต้องลงทุนในโครงการให้ความรู้ด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่นักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวควรครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การให้บริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต ไปจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมการสร้างสุขภาวะ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกายและการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

    นอกจากการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยภายในสถานศึกษาแล้ว วงการการศึกษายังควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายนอกสถานศึกษาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทัศนศึกษาหรือโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการประกาศใช้มาตรฐาน ISO 31031 เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงอย่างครอบคลุม ทั้งการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความเปราะบางของผู้เยาว์เป็นหลัก มาตรฐาน ISO 31031 จะช่วยกำหนดแนวทางในการจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกสถานที่ การนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถยกระดับความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาได้อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

    เฮนนิง สไนแมน (Henning Snyman) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงความเห็นว่า

    “สถานศึกษาควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยภายในสถานศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสการเคลื่อนไหวและการชุมนุมในสถานศึกษาทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สถานศึกษาต้องเตรียมพร้อมรองรับทั้งกิจกรรมในสถานที่และกิจกรรมนอกสถานที่ในภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการปรับตัวให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยและการจัดฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจากภายนอกอย่างรัดกุม ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาในทุกมิติ

    สถานศึกษาจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุม เพื่อปกป้องนักเรียนและนักศึกษาในทุกบริบท ตั้งแต่การใช้ชีวิตภายในรั้วสถานศึกษา ไปจนถึงการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวควรครอบคลุมถึงมาตรการความปลอดภัยทางกายภาพที่เข้มแข็ง และความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อม ด้วยการจัดฝึกอบรมให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถระบุและรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม แนวทางเชิงรุกด้านความปลอดภัยเช่นนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มั่นคง ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”

    ในขณะที่สถานศึกษากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับภาคเรียนใหม่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอเสนอคำแนะนำด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ควรพิจารณา ดังนี้

    1. มาตรการความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุม: ดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อระบุอันตรายและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานศึกษา สร้างความมั่นใจว่าทุกพื้นที่ในสถานศึกษามีความปลอดภัยสำหรับนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกคน

    2. แนวทางการดูแลสุขภาพและสร้างเสริมสุขอนามัย: ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เพื่อนำแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมมาปรับใช้ภายในสถานศึกษา พร้อมกับสร้างเสริมสุขอนามัยผ่านการให้ความรู้เรื่องการล้างมืออย่างถูกวิธี มารยาทในการไอและจาม และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพส่วนบุคคล

    3. การฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือเหตุฉุกเฉิน: จัดให้มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องสำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากร เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น การฝึกซ้อมดับเพลิง การดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับทุกฝ่ายในการรับมือกับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ควรจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่มีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขหรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ

    4. การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต: จัดให้มีบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสม ทั้งการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ การจัดหาเครื่องมือและข้อมูลที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปิดเทอม และควรมีการสื่อสารกับนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่สามารถเข้ารับบริการได้

    5. การพัฒนาแผนความปลอดภัยที่ครอบคลุม: สถานศึกษาควรจัดทำแผนความปลอดภัยอย่างละเอียด โดยระบุแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างครอบคลุม เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยแผนความปลอดภัยดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ และต้องมีการสื่อสารกับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทุกคนให้รับทราบอย่างทั่วถึงและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

    6. การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและปราศจากการแบ่งแยก: ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งและความรุนแรงภายในสถานศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านโครงการให้ความรู้และการกำหนดนโยบายต่อต้านการกลั่นแกล้งที่เข้มงวด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ปลอดภัยมากขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการไม่แบ่งแยกและการเคารพซึ่งกันและกันในหมู่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนวัฒนธรรมเชิงบวกภายในสถานศึกษา

    หากสถานศึกษาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ กรุณาคลิกที่นี่ และหากประสงค์จะประเมินระดับความพร้อม รวมถึงระบุช่องโหว่ของการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ กรุณาคลิกที่นี่ https://assessmyrisks.com/COVID19-return-to-campus

     

    #สำนักข่าวการศึกษาไทย

  • ลือคำหาญวารินชำราบ – มทร.อีสาน – ดงหลวงวิทยา จ.มุกดาหาร คว้าแชมป์ “หนูน้อยจ้าวเวหา” สนาม 3

    ลือคำหาญวารินชำราบ – มทร.อีสาน – ดงหลวงวิทยา จ.มุกดาหาร คว้าแชมป์ “หนูน้อยจ้าวเวหา” สนาม 3

     

    สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขัน “หนูน้อยจ้าวเวหา” ประจำปี 2568 รอบคัดเลือกสนามที่ 3 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมด้วย อ.พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ, คุณวันทนีย์ เหลืองวิสุทธิศิริ นายกสมาคมเยาวชนนักประดิษฐ์ (ประเทศไทย) โดยมีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถ่ายทอดสด

                      ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การแข่งขันในรายการ ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ เป็นการสร้างโอกาสและเสริมสมรรถนะให้กับเยาวชนไทย ในการนำความรู้ ทักษะและศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีโดรน มาส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีประลองความสามารถและประลองปัญญา ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบการเขียน coding เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจและเรียนรู้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าว เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

                       อ.พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้มีความรู้ความสามารถในด้านการควบคุมและออกแบบอากาศยานไร้คนขับ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะด้านความแม่นยำ ความรวดเร็ว การประสานงานในการทำงานเป็นทีม ตลอดจนการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยสมาคมฯ คาดหวังว่า ในการแข่งขันในทุกสนาม ผู้เข้าแข่งขันจะสามารถยกระดับทักษะ ความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถของเยาวชนไทยในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
    ทั้งนี้ ผู้ชนะเลิศการแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานฯ รอบคัดเลือกสนามที่ 3 ได้แก่
    -ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา ได้แก่ ทีม GP-Tech ลือคำหาญ จาก โรงเรียนลือคําหาญวารินชําราบ จ.อุบลราชธานี
    -ประเภทยุทธวิธี ได้แก่ ทีมเป็นตาย่าน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
    -ประเภทปีกหมุนประลองทักษะ ได้แก่ ทีมดงหลวงซิตี้ จาก โรงเรียนดงหลวงวิทยา จ.มุกดาหาร

    #https://test.learninfinity.net/

  • มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มอบหุ่นฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกและทุนการศึกษาแก่แพทย์ประจำบ้าน ให้แก่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มอบหุ่นฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกและทุนการศึกษาแก่แพทย์ประจำบ้าน ให้แก่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์

     

    วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธีมอบหุ่นฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก และทุนการศึกษาแก่แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยของบุคลากรทางการแพทย์ ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ อาคารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาและวิจัย โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โดยมีดร.นายแพทย์ ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เป็นผู้กล่าวรายงานและเป็นผู้รับมอบ

    ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ได้มอบ หุ่นฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ และมอบทุนการศึกษาแก่แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ที่มีผลงานดีเด่น พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี ผู้บริหาร คณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ พยาบาล นักศึกษาแพทย์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และบุคลากรของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์

    การจัดพิธีในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างสถาบันการศึกษาและสถานพยาบาล เพื่อพัฒนาแพทย์รุ่นใหม่ให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ที่พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างมืออาชีพ

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • นวัตกรรม “โดรนไทย” โชว์ศักยภาพ Drone Simulator ส่งเสริมสุขภาวะ ณ Thailand Pavilion “Expo 2025 Osaka Kansai”

    นวัตกรรม “โดรนไทย” โชว์ศักยภาพ Drone Simulator ส่งเสริมสุขภาวะ ณ Thailand Pavilion “Expo 2025 Osaka Kansai”

                สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนการนำอัตลักษณ์ไทย นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยจากประเทศไทย ร่วมนำเสนอใน Thailand Pavilion ซึ่งมีกระทรวงสาธารณสุข โดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นเจ้าภาพ ณ EXPO 2025 Osaka Kansai Japan ภายใต้แนวคิด “THAILAND Connecting Lives for Greatest Happiness” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้นำผลงานนวัตกรรมด้านโดรนจากประเทศไทย เข้าร่วมจัดแสดงในงาน “Expo 2025 Osaka Kansai” ณ Thailand Pavilion โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือ “Drone Simulator ส่งเสริมสุขภาวะ” ผลงานจากสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ที่ถูกพัฒนาเพื่อเป็นสื่อเสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการฝึกสมาธิผ่านการควบคุมโดรนในรูปแบบเสมือนจริง
                นวัตกรรมดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการเทคโนโลยีการบินไร้คนขับ เข้ากับการส่งเสริมสุขภาวะในชุมชน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีโดรนเพื่อประโยชน์ทางสังคมและสุขภาพในระดับสากล สอดรับกับพันธกิจของ วช. และ อว. ในการสนับสนุนงานวิจัยที่ใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน
    #https://test.learninfinity.net/
  • ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ชี้ไทยต้องเป็นศูนย์กลางการศึกษา คนไทยแข่งขันได้ในโลกยุค AI ที่ชนะกันด้วย “มันสมอง” ไม่ใช่แรงงาน

    ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ชี้ไทยต้องเป็นศูนย์กลางการศึกษา คนไทยแข่งขันได้ในโลกยุค AI ที่ชนะกันด้วย “มันสมอง” ไม่ใช่แรงงาน

     

    หลังจากสถานการณ์การเมืองได้มีการถกเถียงกันอย่างหนักในเรื่องของ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ กลับมองต่าง ชูสร้าง “Education Complex” ดีกว่าไหม?

    ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนและหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการศึกษากลับมาร่างนโยบายเพื่อเดินหน้าพัฒนาประเทศตามอุดมการณ์ที่ได้ตั้งมั่นไว้ตั้งแต่ยังเข้าสู่เส้นทางการเมือง

    ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ “ดร.เอ้” ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง Facebook โดยระบุว่า
    “Education Complex” ดีกว่าไหม?
    ผมตั้งใจสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษา” หรือ Education Complex เป็นที่ตั้งของ “มหาวิทยาลัยระดับโลกในแผ่นดินไทย” ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย ใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อปั้น “เด็กไทย” ให้เป็น “พลเมืองระดับโลก” ไปสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” ที่สู้กันด้วย “มันสมอง” และเทคโนโลยีจะสร้างรายได้ จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง คือ เมืองแคลร์มอนต์ (Claremont) รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 7 แห่ง คือ
    1. Claremont Graduate University (CGU) เก่งด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการ ซึ่งมีคณะบริหาร Drucker School of Management ชื่อก้องโลก
    2. Pomona College เก่งด้านศิลปศาสตร์
    3. Claremont McKenna College เก่งด้านรัฐศาสตร์และด้านกิจการสาธารณะ
    4. Harvey Mudd College เก่งด้านคณิตศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์
    5. Scripps College เก่งด้านมนุษยศาสตร์
    6. Pitzer College เก่งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการยุติธรรม
    7. Keck Graduate Institute (KGI) เก่งด้านชีวการแพทย์และเภสัชศาสตร์

    ทั้ง 7 มหาวิทยาลัยต่างมี “ปรัชญา” มีการบริหารอย่างเป็น “อิสระ” มีอธิการบดีของตนเอง แต่มา “ผนึกกำลัง” แชร์ทรัพยากร ทั้งห้องสมุด สนามกีฬา อาคารเรียน และหลักสูตรร่วมกันได้ ทั้งคุ้มค่าและทั้งเสริม “จุดแข็ง” ซึ่งกันและกัน ที่สำคัญพิสูจน์ “คนเก่ง” ทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ เมื่อ “เขาทำได้ ไทยก็ต้องทำได้” เช่นกัน อยู่ที่ “วิสัยทัศน์ทางการเมือง” ของผู้นำไทย ความฝันของผมจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น อยู่ที่การสนับสนุนจากประชาชนคนไทย ขอโอกาสให้ผม ได้ดูแลการศึกษาของลูกหลานไทย ให้มีอนาคตที่ดีกว่านี้ได้ไหมครับ เรามาร่วมก้าวใหม่ไปด้วยกันนะครับ
    สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

    ขณะเดียวกัน ดร.เอ้ ได้โพสต์ถึงภารกิจ “ความร่วมมือด้านการศึกษา พาประเทศไทยก้าวใหม่ ไม่แพ้ชาติใดในโลก” ว่า

    ผมและทีม CMKL University มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย เรามาปฏิบัติภารกิจการศึกษาเพื่อสร้างความร่วมมือ “สร้างคนไทย”

    หมุดหมายแรกที่มหาวิทยาลัย Claremont สุดยอดมหาวิทยาลัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย เรามีเป้าหมาย 3 ประการ คือ
    1. ขอให้ “มหาวิทยาลัย Claremont” สนับสนุน “เด็กไทย” มาเรียนที่นี้เพิ่มขึ้น เพื่อนําความรู้และทักษะสมัยใหม่ กลับมาพัฒนาประเทศไทย
    2. สร้างความร่วมมือด้านงานวิจัย “ด้านบริหารธุรกิจและด้านเทคโนโลยี AI” กับประเทศไทยเพื่อสร้าง “เศรษฐกิจใหม่”
    3. เชิญชวน คณะบริหารธุรกิจ Drucker School of Management มาตั้ง “สถาบันการบริหารองค์กร” ที่ประเทศไทยเพื่อให้ความรู้แก่ “คนไทย” และให้เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ “ปรัชญาการบริหาร” ของอาจารย์ Peter Drucker ที่ต้องการสร้างสังคมโลกที่ดีขึ้น
    ประเทศไทยเราอยู่ชาติเดียวไม่ได้ เราต้องได้ “คนเก่งที่สุด” มาเพิ่ม “ทักษะ” และเติม “ความรู้” ให้กับคนไทยเพื่อแข่งขันได้ในโลกยุค AI ที่ชนะกันด้วย “มันสมอง” ไม่ใช่แรงงาน

    ดร.เอ้ โพสต์ทิ้งท้าย และขอกําลังใจจากทุกคน
    #การศึกษา #การศึกษาไทย #เด็กไทย #เอ้สุชัชวีร์ #EducationCom

    ทั้งนี้ การเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาของ ดร.เอ้ ในครั้งนี้ เพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว หวังว่าจะนำองค์ความรู้กลับมาวางโครงสร้างการศึกษาของไทยให้แน่นตามแนวคิดที่มุ่งหวังว่า ประเทศจะพัฒนาได้ คนต้องได้รับการพัฒนาก่อน

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • ม.กรุงเทพธนบุรี ชวนนักเรียน นักศึกษา ส่งประกวดเรียงความ หัวข้อ “ประเทศไทยในอนาคต ที่ฉันฝันเห็น” ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 84,000 บาท

    ม.กรุงเทพธนบุรี ชวนนักเรียน นักศึกษา ส่งประกวดเรียงความ หัวข้อ “ประเทศไทยในอนาคต ที่ฉันฝันเห็น” ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 84,000 บาท

     

    🎓 ขอเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมประกวดเรียงความ
    หัวข้อ ประเทศไทยในอนาคต ที่ฉันฝันเห็น”
    📍 จัดโดย
    มูลนิธิทรัพย์ปัญญา ร่วมกับ กองทัพเรือ บริษัท GPSC และ คณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี
    📬 ส่งผลงานได้ที่: futurethaiessay@gmail.com
    📅 หมดเขตส่งผลงาน: ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘
    🏆 ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า ๘๔,๐๐๐ บาท
    📜 ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับเกียรติบัตร
    📲 สแกน QR Code เพื่อสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติม
    📞 สอบถาม: ๐๖๑-๔๒๔-๕๙๘๘

    กติกาและเกณฑ์การตัดสิน
    โครงการประกวดเรียงความ “ประเทศไทยในอนาคต ที่ฉันฝันเห็น”
    ระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
    ๑. ความยาวต้องไม่เกิน ๓ หน้ากระดาษ A๔
    ๒.สามารถส่งเป็นไฟล์ตัวอักษรฟ้อนท์ Angsana New รูปแบบไฟล์ .doc หรือ .docx
    ๓. สามารถเขียนด้วยลายมือตัวบรรจงอ่านได้ชัดเจน
    ๔. ผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง ๙ ท่าน จะต้องนำเรียงความที่ชนะการประกวดเผยแพร่ TiKToK ๓ นาที
    ๕. เกณฑ์การตัดสิน (๑๐๐ คะแนน)
    ๕.๑ ความคิดสร้างสรรค์ ๒๐ คะแนน
    ๕.๒ ความเป็นไปได้ของแนวคิด ๓๐ คะแนน
    ๕.๓ โครงสร้างการเขียน ๒๐ คะแนน
    ๕.๔ การใช้ภาษาและการสื่อสาร ๒๐ คะแนน
    ๕.๕ ความสอดคล้องกับหัวข้อ ๑๐ คะแนน
    ๖. วิธีการส่งผลงาน
    ๗. ส่งผลงานทางอีเมล futurethaiessay@gmail.com ในรูปแบบไฟล์ .doc หรือ .docx
    หรือส่งไปรษณีย์ มาที่
    คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
    ให้วงเล็บ (ประกวดเรียงความ “ประเทศไทยในอนาคต ที่ฉันฝันเห็น”)
    ๘. แจ้งชื่อผู้เขียนด้วยชื่อและนามสกุลจริง ระบุสถาบันการศึกษา ระดับชั้น พร้อมอีเมลและเบอร์
    โทรศัพท์ของตนเองหรือผู้ปกครองแนบมากับผลงาน
    หมดเขตส่งผลงานไม่เกินวันที่ ๓๑ เดือน สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘
    ประกาศผล วันที่ ๓๐ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘
    ประกาศผลผ่านเว็บไซต์ มูลนิธิทรัพย์ปัญญา สื่อมวลชนและสื่อของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

     

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • ทีมกีฬา”ม.กรุงเทพธนบุรี” รวมพลังผู้นำ-โค้ช-ทัพกีฬา จุดไฟใจสู่ชัยชนะ!

    ทีมกีฬา”ม.กรุงเทพธนบุรี” รวมพลังผู้นำ-โค้ช-ทัพกีฬา จุดไฟใจสู่ชัยชนะ!

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและพลังใจให้กับทีมกีฬาอย่างเข้มแข็ง ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีผู้มีวิสัยทัศน์ไกล และเป็นผู้นำที่ได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมวงการการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาวงการกีฬาไทยอย่างยั่งยืน

    ล่าสุด BTU ได้จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อรวมพลัง “ครอบครัวกีฬา BTU” นำโดย ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี(มกธ.) และได้รับเกียรติจากท่าน รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เข้าร่วมให้กำลังใจทีมโค้ช นักกีฬา และบุคลากรกีฬาอย่างอบอุ่นและสร้างสรรค์ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก ความผูกพัน และพลังใจอันยิ่งใหญ่ ณ ที่รักน้ำรีสอร์ท จ.กาญจนบุรี

    “BTU ไม่ใช่แค่สถาบันการศึกษา แต่คือ ‘บ้านแห่งความสำเร็จ’ ที่หล่อหลอมผู้นำ นักกีฬา และบุคลากรที่พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ”
    ศ.ดร.บังอร ได้กล่าวสนุกกับทุกอย่างที่ทำ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ในการรวมพลังครั้งสำคัญกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขอบคุณทีมงานและนักกีฬา แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนกลยุทธ์ สื่อสารวิสัยทัศน์ และยืนยันจุดยืนของ BTU ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” ทั้งในเชิงวิชาการและด้านกีฬาอย่างครบวงจร ด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานระดับมืออาชีพ

    ทั้งนี้ คำกล่าวจากทีมงานกีฬา BTU สะท้อนถึงพลังศรัทธาที่มีต่อผู้นำอย่างแท้จริง

    “ความใส่ใจจากท่านอธิการบดี จุดประกายใจให้ทีม ทั้งโค้ชและนักกีฬากล้าเดินหน้าเต็มที่เพื่อชื่อเสียงของ BTU”

    — ทีมงานกีฬา BTU กล่าวด้วยความซาบซึ้ง
    ภายใต้การบริหารของ ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล (มกธ.) ยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนการสอน ด้านการวิจัย หรือด้านกิจกรรมกีฬา ทำให้ BTU ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยแถวหน้าของประเทศไทย ที่ผลิตทั้ง “ผู้นำ” และ “นักกีฬาทีมชาติ” อย่างต่อเนื่อง

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี – พลังของความคิด พลังของหัวใจ พลังของความสำเร็จ

     

     

    #https://test.learninfinity.net/

  • นศ.วิทย์กีฬา ม.ศิลปากร นักบิดเอ็นดูโร่ คะแนนพุ่งอันดับ 1 ลุ้นแชมป์สนามสุดท้ายที่เมืองเลย

    นศ.วิทย์กีฬา ม.ศิลปากร นักบิดเอ็นดูโร่ คะแนนพุ่งอันดับ 1 ลุ้นแชมป์สนามสุดท้ายที่เมืองเลย

     

    นายพีรวิชญ์ ฉัตรทันฑ์ นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะศึกษาศาสตร์ ม.ศิลปากร โชว์ฟอร์มสิงห์นักบิดรุ่นเอ็นดูโร่ไม่เกิน 300CCมือใหม่ ประจำปี 2568 ทำคะแนนนำอันดับ 1 ลุ้นแชมป์ในสนามสุดท้าย จังหวัดเลย เดือนตุลาคม 2568 ในรายการโมโตครอส ชิงแชมป์ภาคอีสาน ปี 2025

    ผลงาน นายพีรวิชญ์ ฉัตรทันฑ์ นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะศึกษาศาสตร์ ม.ศิลปากร
    – โล่เกียรติคุณได้รับการคัดเลือกเป็นเด็กและเยาวชนดีเด่น คณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจําปี 2560
    – แข่งขันรายการ จักรยานยนต์วิบากภาคตะวันออกชิงแชมป์ประเทศไทยรุ่น MX-100CC 2T อายุไม่เกิน 10 ปี ได้รับรางวัล แชมป์ประเทศไทย 2015
    – แข่งขันรายการ FMSCT Thailand Road Racing 2018 รุ่น Honda MSX 125 Super Stars ได้รับรางวัล แชมป์ประเทศไทย
    – แข่งขันรายการ R2M Racing Festival 2022 รุ่น Super sport 600cc. SS2 ได้รับรางวัล แชมป์ประเทศไทย

     

     

    #https://test.learninfinity.net/