






วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ณ รัฐสภา คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ร่วมแสดงน้ำใจและความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
ในการนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมทีมงาน ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาอย่างอบอุ่น
มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีขอส่งกำลังใจและแรงใจไปยังพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบพร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทต่อการช่วยเหลือสังคม ไม่เพียงด้านการศึกษา แต่ยังรวมถึงการช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ แม้ในยามเกิดวิกฤตต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนอีกด้วย

#สำนักข่าวการศึกษาไทย


มหาวิทยาลัยรังสิต ขอเชิญนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานวิชาการเพื่อเข้าร่วมนำเสนอในงาน รังสิตวิชาการ ’68 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2568 โดยเปิดรับผลงานวิชาการดังนี้ ประเภทที่ 1 การแข่งขันวิชาการ (Academic Competition) ประเภทที่ 2 ผลงานวิชาการมุมมองการศึกษาและนวัตกรรม ( RSU Academic Conference) ประเภทที่ 3 ผลงานสร้างสรรค์ (RSU Showcase) เพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวม 300,000 บาท และทุนการศึกษา
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2791-6000 ต่อ 6623, 6626 เว็บไซต์ https://vichakan.rsu.ac.th
#สำนักข่าวการศึกษาไทย


กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานศึกษาต่างเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับนักเรียนและนักศึกษากลับเข้าสู่รั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึง อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านสุขภาพและความปลอดภัย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในรั้วสถานศึกษา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการการศึกษาต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไปจนถึงปัญหาด้านความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการประเมินว่าในแต่ละปี เด็กและเยาวชนมากกว่า 246 ล้านคนทั่วโลกตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในสถานศึกษา1 ขณะเดียวกัน มีรายงานเหตุโจมตีโรงเรียน มหาวิทยาลัย นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา มากถึง 6,000 ครั้งในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับช่วงสองปีก่อนหน้า2 นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบให้ความช่วยเหลือของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังเผยให้เห็นว่ามีการขอข้อมูลและการสนับสนุนภายในวงการการศึกษา เพิ่มขึ้นถึง 9% ในปี 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ พบว่ามีการขอข้อมูลคำเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นต่อเนื่องที่แวดวงการศึกษาต้องดำเนินกลยุทธ์การเฝ้าระวังและปรับตัว3
นพ. โรดริโก โรดริเกซ-เฟอร์นันเดซ (Dr. Rodrigo Rodriguez-Fernandez) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพระดับโลก แผนกสุขภาวะและสุขภาพจิตของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงความเห็นว่า
“เนื่องจากสถานการณ์ด้านสาธารณสุขโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนนานัปการ สถานศึกษาจึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้แนวทางที่หลากหลายและครอบคลุม เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความปลอดภัยในรั้วสถานศึกษา ไม่ใช่เพียงแค่รับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องวางกลยุทธ์เชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรอีกด้วย การทำความเข้าใจและการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยที่มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นพ.โรดริโก กล่าวเสริมว่า “เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สถานศึกษาจำเป็นต้องลงทุนในโครงการให้ความรู้ด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่นักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวควรครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การให้บริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต ไปจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมการสร้างสุขภาวะ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกายและการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”
นอกจากการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยภายในสถานศึกษาแล้ว วงการการศึกษายังควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายนอกสถานศึกษาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทัศนศึกษาหรือโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการประกาศใช้มาตรฐาน ISO 31031 เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงอย่างครอบคลุม ทั้งการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความเปราะบางของผู้เยาว์เป็นหลัก มาตรฐาน ISO 31031 จะช่วยกำหนดแนวทางในการจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกสถานที่ การนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถยกระดับความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาได้อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
เฮนนิง สไนแมน (Henning Snyman) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงความเห็นว่า
“สถานศึกษาควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยภายในสถานศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสการเคลื่อนไหวและการชุมนุมในสถานศึกษาทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สถานศึกษาต้องเตรียมพร้อมรองรับทั้งกิจกรรมในสถานที่และกิจกรรมนอกสถานที่ในภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการปรับตัวให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยและการจัดฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจากภายนอกอย่างรัดกุม ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาในทุกมิติ
สถานศึกษาจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุม เพื่อปกป้องนักเรียนและนักศึกษาในทุกบริบท ตั้งแต่การใช้ชีวิตภายในรั้วสถานศึกษา ไปจนถึงการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวควรครอบคลุมถึงมาตรการความปลอดภัยทางกายภาพที่เข้มแข็ง และความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อม ด้วยการจัดฝึกอบรมให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถระบุและรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม แนวทางเชิงรุกด้านความปลอดภัยเช่นนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มั่นคง ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”
ในขณะที่สถานศึกษากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับภาคเรียนใหม่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอเสนอคำแนะนำด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ควรพิจารณา ดังนี้
1. มาตรการความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุม: ดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อระบุอันตรายและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานศึกษา สร้างความมั่นใจว่าทุกพื้นที่ในสถานศึกษามีความปลอดภัยสำหรับนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกคน
2. แนวทางการดูแลสุขภาพและสร้างเสริมสุขอนามัย: ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เพื่อนำแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมมาปรับใช้ภายในสถานศึกษา พร้อมกับสร้างเสริมสุขอนามัยผ่านการให้ความรู้เรื่องการล้างมืออย่างถูกวิธี มารยาทในการไอและจาม และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพส่วนบุคคล
3. การฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือเหตุฉุกเฉิน: จัดให้มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องสำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากร เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น การฝึกซ้อมดับเพลิง การดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับทุกฝ่ายในการรับมือกับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ควรจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่มีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขหรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ
4. การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต: จัดให้มีบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสม ทั้งการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ การจัดหาเครื่องมือและข้อมูลที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปิดเทอม และควรมีการสื่อสารกับนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่สามารถเข้ารับบริการได้
5. การพัฒนาแผนความปลอดภัยที่ครอบคลุม: สถานศึกษาควรจัดทำแผนความปลอดภัยอย่างละเอียด โดยระบุแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างครอบคลุม เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยแผนความปลอดภัยดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ และต้องมีการสื่อสารกับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทุกคนให้รับทราบอย่างทั่วถึงและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
6. การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและปราศจากการแบ่งแยก: ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งและความรุนแรงภายในสถานศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านโครงการให้ความรู้และการกำหนดนโยบายต่อต้านการกลั่นแกล้งที่เข้มงวด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ปลอดภัยมากขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการไม่แบ่งแยกและการเคารพซึ่งกันและกันในหมู่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนวัฒนธรรมเชิงบวกภายในสถานศึกษา
หากสถานศึกษาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ กรุณาคลิกที่นี่ และหากประสงค์จะประเมินระดับความพร้อม รวมถึงระบุช่องโหว่ของการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ กรุณาคลิกที่นี่ https://assessmyrisks.com/COVID19-return-to-campus
#สำนักข่าวการศึกษาไทย








ทุนรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย เปิดโอกาสในการศึกษาต่อ ณ ประเทศรัสเซีย ในสาขาที่สนใจในระดับอาชีวศึกษา-ปริญญาเอก ปีการศึกษา 2569-2570 (ค.ศ. 2026-2027)
กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งมายังสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขอความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ ทุนรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย สำหรับผู้สนใจศึกษาต่อ ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ในระดับต่าง ๆ ได้แก่
• อาชีวศึกษา (Vocational Education)
• ปริญญาตรี (Bachelor’s Degree)
• ปริญญาโท (Master’s Degree)
• ปริญญาเอก (Ph.D.)
โดยทุนนี้เปิดรับสำหรับปีการศึกษา 2569-2570 (ค.ศ. 2026-2027) โดยอยู่ภายใต้การสนับสนุนจาก:
• กระทรวงวิทยาศาสตร์และการอุดมศึกษาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย
• หน่วยงานรัฐ Rossotrudnichestvo ของรัฐบาลรัสเซีย
• สถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย
________________________________________
ข้อมูลหลักสูตรและการสมัคร
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับสาขาวิชาและหลักสูตรที่เปิดสอนและสมัครได้ด้วยตนเองได้ผ่านเว็บไซต์ทางการ:
https://education-in-russia.com
________________________________________
การติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสมัครทุน กรุณาติดต่อ:
Mr. Alexander Sidorov
เลขานุการเอก
สถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย
อีเมล: Thailand@rs.gov.ru


สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขัน “หนูน้อยจ้าวเวหา” ประจำปี 2568 รอบคัดเลือกสนามที่ 3 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมด้วย อ.พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ, คุณวันทนีย์ เหลืองวิสุทธิศิริ นายกสมาคมเยาวชนนักประดิษฐ์ (ประเทศไทย) โดยมีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถ่ายทอดสด
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การแข่งขันในรายการ ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ เป็นการสร้างโอกาสและเสริมสมรรถนะให้กับเยาวชนไทย ในการนำความรู้ ทักษะและศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีโดรน มาส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีประลองความสามารถและประลองปัญญา ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบการเขียน coding เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจและเรียนรู้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าว เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต


#https://test.learninfinity.net/